วันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2557

มารู้จัก SUNGHA JUNG กัน


   คาดว่าเพื่อนๆ ที่ชื่นชอบการเล่นกีตาร์ หรือ ชอบเกี่ยวกับดนตรี คงจะรู้จักหนุมกรุงโซลอย่าง 
SUNGHA JUNG  กันบ้างใช่ไหมคะ  ซึ่งคนนี้ๆก็อาจจะเป็นไอดอลของใครหลายๆคนอยู่กันใช่ม้าา  มาดูประวัติส่วนตัวของเค้ากันเถอะค่ะ >< 


    





ชื่อ : Sungha Jung (อ่านว่า ซองฮา จอง นะคะ เพราะซองฮาก็เรียกตัวเองว่าอย่างนั้นค่ะ^^)
วันเกิด: 2 กันยายน 2539(1996)  ปัจจุบัน(2555)อายุ 15 ปี
สัญชาติ: เกาหลีใต้
บ้านเกิด: cheongju, south korea 

ครอบครัว: พ่อ:Jung WooChang  แม่:Park Eun Joo  น้องสาว:Jung Suha  สุนัข: coco 4 ขวบ มอลทีส เพศเมีย สีขาว
เด็กผู้หญิงด้านหน้า คือ ซูฮา น้องสาวของซองฮา จอง ค่ะ
การเรียน: Choeng Shim International Academy (CSIA) เป็นโรงเรียนประจำ อยู่บนเขา ใช้ภาษาอังกฤษในการเรียน(รร อินเตอร์ ค่ะ ทำให้ภาษาอังกฤษของซองฮาพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ)ซึ่งมีถึง ม.3 เท่านั้น พอเรียนจบ ม.3 แล้วซองฮาเลือกที่จะเรียน home school ที่บ้าน เพราะตั้งใจที่จะทำทางด้านดนตรีให้เต็มที่ ดังนั้น ในเมื่อซองฮาเลือกทางนี้แล้ว ก็ขอให้แฟนคลับติดตาม และสนับสนุนซองฮาตลอดไปเลยนะคะ เพราะอายุแค่ 15 ปี เขาก็สามารถทำงานหาเลี้ยงครอบครัวได้แล้ว เจ๋งสุดๆเลย
เว็บไซต์ของซองฮา: www.sunghajung.com  , www.youtube.com/jwcfree  ,http://cafe.daum.net/blueseaJSH 
twitter: @jungsungha , @Adel4Dee (คุณดีคิม ผู้จัดการซองฮา ตอบทวิตบ่อยด้วย)
เว็บแฟนคลับในไทย: www.sunghajungthailand.com , group ใน facebook ชื่่อว่า Sungha Jung Official Thailand Fan Club   (ครึกครื้นมากๆเลยล่ะค่ะ), page ใน facebook คือ www.facebook.com/sunghajungthailand     (officialค่ะ)
twitter ของแฟนคลับไทย: @shjth  (official ค่ะ) , @borntobe0902
แฟนคลับจะชื่อว่า perfect blue(ตามชื่ออัลบ้ัมแรกของซองฮา) ค่ะ ใช้สีฟ้าค่ะ

ซองฮาเริ่มเล่นกีตาร์ตั้งแต่อายุ 10 ปี ตามคุณพ่อของเขา ก่อนหน้านี้เคยเรียนเล่นเปียโน แต่รู้สึกเบื่อนิดๆ แบบไม่ใช่แนวที่ชอบ พอเริ่มเล่นกีตาร์ก็รู้สึกสนใจ และชอบมาก แรกๆพ่อก็เป็นคนสอน พอหลังๆเริ่มเก่งแล้วก็หัดเล่นเพลงที่ตัวเองชอบ โดยไม่ดู tab เลยด้วย พอเริ่มเก่ง คุณพ่อของเขาก็อัดวิดิโอลง youtube ซึ่งเป็นที่แจ้งเกิดซองฮาเลยก็ว่าได้  โดยตั้งชื่อช่องว่า jwcfree (แอบรู้มาว่าjwc ก็คือ  jung woochang ชื่อพ่อของซองฮานั่นเอง) มาดูคลิปกันเลยค่ะ




                                           











นอกจากนี้ SUNGHA JUNG ยังเคยมาประเทศไทย และได้มีโอกาสเล่นเพลงไทย ด้วยน้ะคะ มาฟังกันเลยค่ะ








ขอขอบคุณ http://group.dek-d.com/shjth/myboard/view.php?id=1423  มากค้ะ

สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำในการออกกำลังกาย


เมื่อครั้งก่อนเราได้นำเสนออาหารควรทานทุกวันเพื่อสุขภาพกันเเล้ว นอกจากการทานอาหารแล้ว เราก็ต้องออกกำลังกายกันด้วยน้ะคะ เเต่การออกกำลังกายก็ต้องออกกำลังกายให้ถูกวิธี สิ่งไหนที่ควรทำและไม่ควรทำเราก็ควรจะรู้ไว้เพราะถ้าออกกำลังกายอย่างผิดวิธีก็อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้  มาดูกันเลยค่ะ 



 สิ่งที่ควรทำในการออกกำลังกาย

          1. ควรเช็คสมรรถภาพร่างกายของตัวเองก่อนเป็นอันดับหนึ่ง ต้องรู้ว่าสภาพร่างกายของตัวเองนั้นเป็นอย่างไร มีปัญหาที่ส่วนไหนบ้างรึเปล่า เช่น แขน ขา ข้อ หรือเข่า เพื่อเลือกเล่นกีฬาที่เหมาะสมกับตัวเอง และต้องดูว่าสุขภาพของเราแข็งแรงดีอยู่หรือไม่ เพื่อเป็นการป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นกับเราได้

          2. วอร์ม หรือยืดกล้ามเนื้อก่อน และหลังออกกำลังกายสัก 3-5 นาที เพื่อให้กล้ามเนื้อของน้องๆ นั้นเตรียมพร้อมที่จะยืด และคลายตัว เพื่อที่จะรองรับการยืดหยุ่นในการออกกำลังกายในท่าทางต่างๆ รวมทั้งทำให้การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้นอีกด้วย
                                   
3. ต้องมีการพักผ่อนให้เพียงพอ ถ้าอดนอน หรือพักผ่อนไม่เต็มที่ ก็ไม่ควรจะหักโหมเล่นกีฬา เพราะจะทำให้ร่างกายทนไม่ไหว และอาจจะทำให้หน้ามืดได้ ควรเล่นออกกำลังกายโดยไม่ฝืนสภาพร่างกายของตัวเอง
                             
          
4. เตรียมเวลาให้เพียงพอ ควรใช้เวลาอย่างน้อย 2 ชั่วโมง สำหรับการออกกำลังกายในแต่ละครั้ง โดยปกติจะออกกำลังกาย 1 ชั่วโมง และอีก 1 ชั่วโมงสำหรับการอาบน้ำ ทำความสะอาดร่างกายที่สกปรกจากคราบเหงื่อ และสิ่งสกปรกต่างๆ ที่ติดตัวเรามา

5. ควรตรวจสอบอุปกรณ์เครื่องมือ ที่จะใช้ในการออกกำลังกายให้พร้อม และอยู่ในสภาพที่ใช้การได้ดี เพื่อป้องกันอันตรายจากอุบัติเหตุ ที่อาจจะเกิดขึ้นเพราะอุปกรณ์มีความแข็งแรงไม่เพียงพอ
                                 5 สิ่งที่ควรทำ และ 5 สิ่งที่ไม่ควรทำในการออกกำลังกาย


สิ่งที่ไม่ควรทำในการออกกำลังกาย

          1. ไม่ควรดื่มกาแฟก่อนจะออกไปเล่นกีฬา หรือออกกำลังกาย เพราะคาเฟอีนจะไปกระตุ้นการเต้นของหัวใจ ทำให้เกิดการเต้นผิดจังหวะ จึงจะทำให้เกิดอาการเหนื่อยหอบได้ บางคนอาจเกิดอาการหายใจสะดุดซึ่งเป็นอันตรายเป็นอย่างมาก
                       
          
2. ไม่ควรทานอาหารมื้อหนัก หรือมื้อใหญ่ ก่อนออกกำลังกาย 1 ชั่วโมงครึ่ง เพราะอาหารที่ทานเข้าไปนั้นยังไม่ย่อย และจะทำให้เกิดอาการจุกเสียดได้
                          
         
 3. หลังเล่นกีฬาเสร็จแล้วอย่าดื่มน้ำเย็นจัด หรืออาบน้ำเย็นทันที เพราะร่างกายของน้องๆ นั้นยังชื้นเหงื่ออยู่ ควรรอให้แห้งเสียก่อน ให้ระบบร่างกายของน้องๆ ได้มีการปรับอุณหภูมิให้เป็นปกติก่อน ไม่อย่างนั้นจะทำให้เกิดอาการไม่สบายได้
                                   
 
4. ไม่ควรเคี้ยวหมากฝรั่ง หรืออมลูกอมขณะออกกำลังกาย เพราะจะทำให้ระบบหายใจเกิดอาการผิดปกติ เนื่องจากมีก๊าซออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อได้ไม่ต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้เกิดอาการล้า และง่วงหงาวหาวนอนได้ง่าย
                         
          
5. อย่าหักโหมในออกกำลังกาย เพราะหวังจะให้น้ำหนักลดภายในวันสองวัน เพราะนอกจากจะเป็นไปได้ยากแล้ว ยังจะทำให้สุขภาพร่างกายเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายอีกด้วย

ทีนี้เพื่อนๆก็รู้แล้วใช่ไหมคะ ว่าการออกกำลังที่ถูกต้องเพื่อความปลอดภัยควรจะทำอย่างไร อย่าลืมทำตามทุกครั้งตอนออกกำลังกายน้ะคะ 
ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก http://www.dek-d.com/boy/28209/

10 สุดยอดอาหารที่ควรทานทุกวัน

                                     
ช่วงนี้เข้าหน้าฝน หลายๆคนคงอาจจะเป็นหวัด  ไม่สบาย กันบ้างใช่ไหมคะ ? วันนี้เราเลยมีอาหารที่ควรจะทานกันทุกวัน นอกจากการทานอาหารให้ครบ 5 หมู่  เพื่อสุขภาพร่างกายที่เเข็งเเรงกันค่ะ  เพราะหลายๆคนคงอยากจะมีสุขภาพที่แข็งเเรงมาจากภายในใช่ไหมล้ะคะ  ไปดูพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

    1. เบอร์รี่ 

              แม้ว่าผลไม้ตระกูลเบอร์รี่จะเคยเป็นผลไม้ที่หาทานได้ยากในบ้านเรา แต่ในสมัยนี้เห็นจะไม่ใช่อย่างนั้นแล้วล่ะค่ะ เพราะเดี๋ยวนี้เค้ามีขายกันเกลื่อนตามห้างสรรพสินค้า และท้องตลาดบางแห่งด้วยแน่ะ คุณ ๆ รู้ไหมคะว่า ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่นั้น ช่วยในเรื่องของระบบย่อยอาหารได้มากเลยทีเดียว แถมยังมีแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ช่วยให้ผิวอ่อนเยาว์ และที่สำคัญ ยังมีวิตามิน C ที่ช่วยในเรื่องผิวพรรณและหวัดอีกด้วย
                                                


     2. ไข่ไก่ 

              ไข่ไก่เป็นสุดยอดอาหารที่หาง่ายมาก ๆ แถมยังราคาถูกอีกแน่ะ คุณ ๆ รู้ไหมว่า ไข่ไก่นั้นเป็นแหล่งของโปรตีนคุณภาพสูง ที่ทำให้คุณได้พลังงานแต่ไม่อ้วน แถมมีประโยชน์ในการบำรุงสายตา อ้อ แถมยังมีลูทีนที่จะป้องกันผิวคุณจากการทำลายของแสงแดดอีกด้วย
                                          


    3. ถั่ว 

              ถั่วเป็นแหล่งของเหล็ก ซึ่งเป็นสารอาหารที่ช่วยในการส่งผ่านออกซิเจนจากปอดไปยังเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย โดยในถั่ว 1 ถ้วย จะให้ธาตุเหล็กประมาณ 16 มิลลิกรัม ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่สูงเลยทีเดียว นอกจากนี้ ถั่วยังมีไฟเบอร์ช่วยให้ร่างกายขับถ่ายได้ง่ายอีกด้วย
                                       


    4. อัลมอนต์ แม็คคาเดเมีย และมะม่วงหิมพานต์ 

              เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ จากการศึกษาของนักโภชนาการ พบว่า ผู้ที่รับประทานเมล็ดพืชเหล่านี้จะมีอายุยืนกว่าผู้ที่ไม่ได้ทานถึง 2 ปีครึ่งเลยทีเดียว นอกจากนี้ ยังมีโอเมก้า 3 เอแอลเอ ที่จะส่งผลให้อารมณ์ดีขึ้น ที่สำคัญยังช่วยลดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีด้วย
                                       

     5. ส้ม 

              เป็นแหล่งวิตามิน C คุณภาพ ที่มีประโยชน์ต่อการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว และช่วยสร้างภูมิต้านทานโรค รวมทั้งยังมีไฟเบอร์สูง เป็นแหล่งของแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ ที่จะช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากการถูกทำลาย และเสริมสร้างคอลลาเจนในผิว เรียกว่าคุณประโยชน์ครบครันเลยทีเดียว
                                      

    6. มันเทศ 

              อาหารที่หาได้ง่าย แถมยังให้ประโยชน์มากมายกับสุขภาพอีก มันเทศเป็นแหล่งเบตาแคโรทีนชั้นดีที่ช่วยในการบำรุงสายตา เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน และที่หลาย ๆ คนคิดไม่ถึง คือ มันเทศมีสารต้านมะเร็งสูงอีกด้วยค่ะ
                                        
                                          
    7. บร็อคโคลี่ 

              เป็นแหล่งของวิตามินซี เอ และเค เป็นผักที่มีเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยบำรุงสายตา และมีสารไอโซธิโอไซยาเนทส์ (Isothiocyanates) ที่ช่วยต่อต้านมะเร็งปอด รวมถึงมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้ วิตามินเคยังเป็นสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกด้วย
                                   

     8. ชา 

              แม้ว่าชาจะเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่ไม่ได้ให้ผลดีต่อสุขภาพเท่าไหร่ แต่รู้ไหมว่า การดื่มชาในปริมาณที่พอเหมาะ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นอัลไซเมอร์ มะเร็ง และทำให้สุขภาพฟันและกระดูกแข็งแรงขึ้น เพราะในชานั้นมีสารแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ที่เรียกว่า ฟลาโวนอยด์ (flavonoids) ที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีต่อสุขภาพ
             
                                

     9. คะน้า 

              มีสารเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ มะเร็งปอด รวมถึงมีวิตามินที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ สร้างภูมิต้านทานโรคที่ดี นอกจากนี้ยังมีแคลเซียมเสริมสร้างการทำงานของกระดูก
       
                                 

     10. โยเกิร์ต 

              อาหารสุขภาพที่หลาย ๆ คนมักจะซื้อไว้ติดบ้าน เอาไว้ทานยามหิว และนั่นเป็นสิ่งที่ดีแล้วค่ะ เพราะในโยเกิร์ตนั้นมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส สังกะสี วิตามินบี 12 และโปรตีน ดังนั้น ถ้าคุณทานโยเกิร์ตให้ได้วันละ 1 ถ้วย จะทำให้สุขภาพคุณดีอย่าบอกใครเลยล่ะ
                              
                                

นอกจากการรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ และ 10 อาหารสุดยอดที่เรานำเสนอไปแล้ว เพื่อนๆก็ต้องออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ และอย่าลืมพกร่มในหน้าฝนด้วยน้ะคะ 

ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก http://health.kapook.com/view16463.html

วันเสาร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2557

อูคูเลเล่ เล็กเเต่เเจ๊ว


 ลาล่าลาลา ลาล่าลาลา แหมๆ วันนี้อารมณ์ดีแบบนี้ ฮัมเพลงไปเรื่อยเปื่อย แต่ว่า แค่ฮัมเพลงอย่างเดียวมันไม่พอน้ะซิคะทุกคน เอ...... เราควรจะหาเครื่องดนตรีซักชนิด เล่นไม่ยาก พกพาสะดวก อืมม เราขอเสนอ อูคูเลเล่ ค่ะ เชื่อว่าหลายๆคน คงรู้จัก และคุ้นหน้าคุ้นตา เจ้าอูคูเลเล่ กันเเล้วใช่ไหมคะ แล้วรู้จักหรือเปล่าคะ ว่า เจ้าดนตรีเครื่องนี้ถือกำเนิดมาได้ยังไง เรามาดูไปพร้อมๆกันเลยค่ะ



ประวัติอูคูเลเล่ (History of Ukulele)

ความรู้อูคูเลเล่สำหรับผู้เริ่มต้น,ขายอูคูเลเล่,Ukulele ราคาถูก, Ukulele ราคาประหยัดถ้าจะพูดถึงประวัติของเครื่องดนตรีที่มีขนาดกระทัดรัดอย่างอูคูเลเล่ (Ukulele) ที่พกพาไปไหนมาไหนได้ค่อนข้างสะดวกแล้วละก็ ยาวมากเลยทีเดียว  ซึ่งสามารถหาอ่านได้จากเว็บไซต์เมืองนอก แต่เอาเป็นว่ารู้จักกันคร่าว ๆ ก็แล้วกันนะ เผื่อเอาไว้คุยกับคนอื่น ๆ ได้ว่ามันมีความเป็นมาอย่างไร

Ukulele (อูคูเลเล่) เป็นเครื่องดนตรีที่มีต้นกำเนิดมาจากฮาวาย ในช่วงคริสตศตวรรษที่ 19 หรือเมื่อประมาณ 150 ปีก่อน โดยเริ่มจากที่นักดนตรีโปรตุเกสคนหนึ่งที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมายังชาย ฝั่ง Hanolulu ของฮาวาย และหอบเอาเครื่องดนตรีคล้ายกีตาร์จิ๋วที่เรียกว่า Cavaquinho มาด้วย จนสร้างความสนใจให้กับชาวพื้นเมืองฮาวายเป็นอย่างมากในสมัยนั้น และในที่สุดก็ได้มีการดัดแปลงเครื่องดนตรีจากโปรตุเกสดังกล่าวให้กลายเป็น อูคูเลเล่ ใช้สำหรับให้ความบันเทิงและสนุกสนานในหมู่เกาะฮาวาย และมันก็ถูกนำไปใช้กันอย่างกว้างขวางในหมู่เกาะนับตั้งแต่นั้นมา จนเมื่อประมาณปี ค.ศ. 1950 ได้มีการนำ ukulele ไปเล่นทั่วโลก และได้รับความนิยมอย่างมากมาย จึงทำให้อูคูเลเล่เปลี่ยนจากเครื่องดนตรีพื้นเมืองฮาวาย กลายมาเป็นเครื่องดนตรีสากลในที่สุด


Ukulele ได้รับความนิยมถึงจุดสูงสุดในช่วงปี 1960-1985 เมื่อมีนักดนตรีชื่อดังหลายคนนำเครื่องดนตรีชนิดนี้ไปประกอบเพลง เช่น เจค ชิมาบุคุโร, จอร์จ แฮร์ริสัน, ซารา วัตกินส์ เป็นต้น ทำให้หลาย ๆ คนสรรหาเครื่องดนตรีชนิดนี้มาไว้ในครอบครองบ้าง ด้วยความที่มันเป็นเครื่องดนตรีขนาดเล็ก พกพาได้สะดวก และมีเสียงนุ่มไพเราะเหมือนกับกีตาร์ อีกทั้งยังสามารถเล่นได้หลากหลายรูปแบบ ukulele จึงได้รับความนิยมอย่างไม่เสื่อมคลาย

สำหรับชื่ออูคู่เล เล่ "Ukulele" (ออกเสียงว่า อูกูลีเล แต่ในบ้านเราส่วนใหญ่จะออกเสียงว่า อูคูเลเล่) เมืองนอกก็มักจะเรียกมันสั้น ๆ ว่า อูกี (Uke), อู๊ค หรือ ยู๊ก ซึ่งก็เป็นชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งของเจ้าอูคูเลเล่ ส่วนความหมายของชื่อ Ukulele ซึ่งเป็นภาษาฮาวาย มาจากคำว่า "uku" ซึ่งแปลว่า "ของขวัญหรือรางวัล" ส่วนคำว่า "lele" แปลว่า "การได้มา" ดังนั้นเมื่อนำสองคำนี้มารวมกัน จึงแปลความหมายได้ว่า "ของขวัญที่ได้มา"  หรือจะแปลได้ว่า Jumping Flea ซึ่งในภาษาไทยหมายถึง หมัดกระโดด โดยน่าจะเป็นการเปรียบเทียบท่าทาง การเล่นเครื่องดนตรีชนิดนี้ในขณะที่จับคอร์ดว่ามีลักษณะคล้ายหมัดที่กำลัง กระโดดนั่นเอง

วิธีเลือกซื้ออูคูเลเล่ 

                                             
      สำหรับใครที่อยากเล่น อูคูเลเล่ ก็ต้องซื้อหาจับจองมาเป็นเจ้าของซึ่งสนนราคาเริ่มต้นที่ 1,500 - 50,000 หรือสูงกว่านั้นขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้ทำ
        1.อูคูเลเล่ ที่ดี ต้องไม่ใช่สวยแค่รูป เสียงเป็นส่วนที่สำคัญกว่า(เว้นเสียแต่ว่า จะซื้อมาตั้งโชว์เฉย ๆ) แต่ให้ดีที่สุดคือเสียงและรูปควรจะดีทั้งคู่ ลวดลายที่ฝังมุก ทำขอบคิ้วไม่ได้มีผลกับเสียงถ้าจะต้องจ่ายเพิ่มก็ควรคำนึงถึงจุดนี้ด้วยแต่บางยี่ห้อก็ใส่เครื่องประดับเข้าไปเยอะจนทำให้เสียงทึบและหนักเข้าไปอีก

        2.ไม้ที่ใช้ทำมีส่วนสำคัญมาก ไม้แต่ละชนิดจะให้เสียงแตกต่างกันไปถ้าพอจะมีกำลังทรัพย์ ขอแนะนำให้ซื้อไม้ที่เป็นไม้แท้ทั้ง ตัว (solid)จะดีกว่าไม้อัด (composite หรือ plywood) ยกตัวอย่าง ไม้ all solidmahogany ก็จะทำจากมะฮอกกานีทั้งแผ่น ไม่ผสมอะไรใด ๆ ทั้งสิ้นแต่ถ้าเป็นไม้ composite อาจจะเป็นลักษณะที่่ว่านำไม้อัดมาทำแล้วใช้มะฮอกกานีแผ่นบาง ๆ แปะด้านหน้าเพื่อความสวยงาม


        3.ไม้ที่เป็น solid ยิ่งเล่น เสียงจะยิ่งดีขึ้นตามกาลเวลาเก็บให้เก่าอย่างเดียวก็จะไม่ดีเท่าเก็บแล้วเล่น ต้องเล่นให้ไม้มันได้สั่นได้ดิ้นบ้าง


       4.เสียงดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อผ่านไปประมาณ 1 ปี แล้วน้ำหนักจะเบาลงเพราะไม้จะแห้ง สังเกตอูคูเลเล่รุ่นเก่า ๆจะเบากว่าตัวใหม่ที่เพิ่งออกมาจากโรงงานโดยส่วนตัวแล้วถ้าซื้อของมือสองแล้วเสียงมันดีอาจดีกว่าซื้อมือหนึ่งแต่เสียงไม่ดี(แล้วก็ไม่แน่ว่าอีกปีเสียงมันจะดีขึ้นมา)


        5.สังเกตบริเวณรอยต่อต่าง ๆ ควรจะต้องหนาแน่น จุดที่ควรระวังคือ บริเวณคอและบริเวณ bridge (ส่วนที่สายด้านล่างลงมาร้อย) ใช้ไปนาน ๆ บางทีคอเบี้ยวคอคด ส่วนที่เป็น bridge ถ้ากาวไม่หนาแน่น มันอาจจะหลุดออกมาได้เพราะแรงดึงของสาย (บางยี่ห้อ ยังไม่ทันจะไขให้สายตึงได้ทูน ไขไป bridgeดังแก๊ก ๆ ๆ ๆ แล้ว) สั


         6.วางอูคูเลเล่ ในแนวระนาบ แล้วเล็งดูว่าไม้มีการคดงอหรือไม่แนบตาลงไปจนชิดกับส่วนท้ายของอูคูเลเล่ แล้วส่องไปที่ส่วนหัวเราควรจะเห็นเฟรทบอร์ดเรียงตัวกันเป็นระเบียบ ถ้า อูคูเลเล่ คอเบี้ยวจะมองออกว่าเฟร็ดไม่อยู่ในแนวระนาบ อูคูเลเล่ ใหม่ ๆ ไม่ค่อยมีปัญหานี้(แต่ก็ไม่แน่) ส่วนมากอูคูเลเล่เก่า ๆ จะเป็นเนื่องจากเก็บไม่ถูกวิธี


         7.ลองขยับ ไข tuners ดูว่าหลวมหรือเปล่า ไขได้คล่องมั้ย ถ้าเป็น frictiontuners เราอาจจะต้องไขหมุดโลหะด้านบนสุดก่อน (แล้วมันจะแน่นขึ้น)แต่ก็ไม่ควรไขจนหมุนไปไหนไม่ได้ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความเสียหายกับไม้ได้


          8.ลูบ ๆ คลำ ๆ โดยเฉพาะส่วนที่เป็นขอบของเฟทบอร์ด ควรจะถูกตะไบให้เรียบร้อยไม่ให้มีส่วนแหลมคม คงไม่ดีแน่ถ้าเล่นแล้วเฟรทแทงฉึก เลือดพุ่ง


          9. ลูบ ๆ คลำ ๆ (อีกแล้ว) ไปรอบ ๆ เพื่อดูว่าแล็คเกอร์ถูกทาสม่ำเสมอทั่วตัวหรือไม่ (เว้นรุ่นผิวด้าน อาจจะดูยากนิดนึง)





อูคูเลเล่ กีตาร์ฮาวาย

          10.สังเกตโดยรอบว่ามีรอยแตก รอยหัก รอยบิ่น รอยข่วนใด ๆ หรือไม่ของมือหนึ่งไม่ควรจะเป็นรอย ของมือสองอาจจะมีรอยบ้าง ถ้าเป็นแค่รอยข่วน(scratch) ที่ผิวแลกเกอร์ไม่ได้กินลึกเข้าไปในเนื้อไม้ ก็เป็นเรื่องปกติเพราะเกิดจากการผ่านการเล่น ผ่านการสตรัม แต่ถ้าเป็นรอยแตกของเนื้อไม้(crack) ต้องระวังให้ดี เพราะเล่นไปนาน ๆ อาจจะแตกเพิ่มถ้าไม่ซ่อมแซมแต่บางรอยแตกเป็นแบบแตกบาง ๆ (hairline crack) ก็ไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติมถ้ารอยแตกใหญ่ถึงขนาดที่ส่องอูคูเลเล่กับไฟแล้วเห็นทะลุลอดไปได้ควรจะระวังเป็นพิเศษ 

          อ้อ..อย่า ลืมส่องดูข้างใน sound hole เผื่อเจอแมงมุมทำรังอยู่ระวังโดนกัด สังเกตดูพวก braces (กระดูกงู หรือเปล่า) ที่อยู่ตามขอบด้านในว่างานเรียบร้อยดี

          11.ดมดู (อย่าเพิ่งขำไป) ถ้าซื้อของเก่ามือสอง กลิ่นควรจะเก่า ๆถ้ากลิ่นใหม่ให้พึงระวังว่า อาจจะผ่านการซ่อมแซมและทาแลกเกอร์ใหม่ทับ


          12.Intonation ควรจะถูกต้อง แต่ละเฟรทควรจะมีโน้ตที่ถูกต้อง ถ้ามีเครื่องdigital tuner ก็ไช้ไล่ไปเลยทีละช่อง เทียบกับตารางโน้ต ที่เฟรท 12เสียงควรจะกลับมาเป็น G C E A


          13.สตรัมเพลงโปรดสักเพลงสองเพลง แล้วลองฟังดูอาจจะให้เพื่อนไปยืนอีกฟากหนึ่งของห้อง แล้วช่วยฟัง tone และ harmonicเสียงควรจะกลมกล่อม ไม่ควรมีโน้ตใดโน้ตหนึ่งกระโดดดึ๋งออกมาโดยไม่ได้รับเชิญ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าเราฟัง เราเล่น แล้วเราชอบก็ไม่ต้องไปสนใจใคร


ในปัจจุบันการหัดเล่นด้วยตนเองเป็นอะไรที่ง่ายมาก  เนื่องด้วยเครื่องดนตรีชนิดนี้เล่นง่ายอยู่เเล้วอีกทั้งยังมี คนเก่งๆที่มาสอนลง Youtube กันเป็นจำนวนมาก ทำให้เราเล่นตามได้อย่างง่ายๆ  

เราลองมาดูตัวอย่างกันเลยค่ะ 



ขอขอบคุณ   http://musicstation.kapook.com/view25754.html        

                     http://ukebegin.blogspot.com/2013/09/history-of-ukulele-ukulele-ukulele-19.html

กีฬาวอลเลย์บอล


กีฬาวอลเลย์บอลเป็นอีกหนึ่งชนิดกีฬายอดนิยม ที่มีการแข่งขันระดับชาติ และนิยมเล่นกันอย่างแพร่หลาย จนถูกรวมเข้ากับหลักสูตรการเรียนการสอนชั้นมัธยมศึกษาในหลายโรงเรียน ซึ่งคิดว่าพวกเราหลายๆคนก็คงผ่านวัยนั้น หรือกำลังประสบกับการ เจ็บบริเวณท้องแขน และ ปรากฎรอยแดงๆ เป็นเเถบๆกันเลยทีเดียว   จะเพราะอะไรถ้าไม่ใช่ ลูกวอลเลย์บอลล้ะจ๊าา เเต่พออ่านมาถึงตรงนี้อย่าเพิ่งกลัวการเจ็บน้ะคะ ถ้าเราฝึกไปเรื่อยๆเดี๊ยวก็ชินเอง เเละถ้ายิ่งเล่นเป็นมันก็อาจจะกลายเป็นกีฬาโปรดของเราเองเลยก็ได้น้า  วันก่อนได้นำ วิธีเล่นแฮนด์บอลไปแล้ว วันนี้เรามาดู วิธีการเล่นวอลเลย์บอลกันค่ะ 


ประวัติวอลเลย์บอล


          กีฬาวอลเลย์บอล (Volleyball) นั้น ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1895 (พ.ศ.2438) โดย นายวิลเลียม จี. มอร์แกน (William G. Morgan) ผู้อำนวยการฝ่ายพลศึกษาของสมาคม Y.M.C.A. (Young Men's Christian Association) ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ต้องการมีกีฬาสำหรับเล่นในช่วงฤดูหนาวแทนกีฬากลางแจ้ง เพื่อออกกำลังกายและพักผ่อนหย่อนใจยามหิมะตก


          โดย นายวิลเลียม จี. มอร์แกน เกิดไอเดียในการพัฒนากีฬาวอลเลย์บอลขึ้น ขณะที่เขากำลังนั่งดูเทนนิส และเลือกนำเอาตาข่ายกลางสนามของกีฬาเทนนิส มาเป็นส่วนประกอบในกีฬาที่เขาคิดค้น และเลือกใช้ยางในของลูกบาสเก็ตบอล มาเป็นลูกบอลที่ใช้ตีโต้ตอบกันไปมา แต่ยางในของลูกบาสเก็ตบอลกลับให้น้ำหนักเบาจนเกินไป จึงเปลี่ยนไปใช้ลูกบาสเก็ตบอลแทน ซึ่งลูกบาสเก็ตบอลก็มีขนาดใหญ่และน้ำหนักมากจนเกินไปอีก เขาจึงสั่งทำลูกบอลขึ้นมาใหม่โดยเฉพาะ ในขนาดเส้นรอบวง 25-27 นิ้ว และกำหนดน้ำหนักไว้ที่ 8-12 ออนซ์ จากนั้นจึงตั้งชื่อกีฬาชนิดนี้ว่า มินโทเนตต์ (Mintonette)


          ต่อมา ชื่อของ มินโทเนตต์ (Mintonette) ถูกเปลี่ยนเป็น วอลเลย์บอล (Volleyball) หลังได้รับคำแนะนำจาก ศาสตราจารย์ อัลเฟรด ที เฮลสเตด (Professor Alfred T. Helstead) ในงานประชุมสัมมนาผู้นำทางพลศึกษาที่วิทยาลัยสปริงฟิลด์ (Spring-field College) เมื่อปี ค.ศ.1896 (พ.ศ.2439) และกลายเป็นกีฬายอดนิยมในหมู่ประชาชนชาวอเมริกัน จนแพร่หลายออกไปทั่วโลก รวมทั้งมีการปรับปรุงและพัฒนาอยู่เป็นระยะ


กติกาวอลเลย์บอล


สนามแข่งขัน                   


          -  จะต้องเป็นพื้นไม้หรือพื้นปูนที่มีลักษณะเรียบ ไม่มีสิ่งกีดขวาง


          -   เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 9 เมตร ยาว 12 เมตร ความสูงจากพื้นประมาณ 7 เมตร มีบริเวณโดยรอบห่างจากสนามประมาณ 3 เมตร


          -  แต่หากเป็นสนามมาตรฐานในระดับนานาชาติ กำหนดให้รอบสนามห่างจากสนามประมาณ 5 เมตร ด้านหลังห่าง 8 เมตร และมีความสูง 12.5 เมตร


          -  เส้นรอบสนาม (Boundary lines) ทุกเส้นจะต้องกว้าง 5 เซนติเมตร เป็นสีอ่อนตัดกับพื้นสนาม มองเห็นได้ชัดเจน


          -  เส้นแบ่งเขตแดน (Center line) ที่อยู่ตรงกลางสนาม จะต้องอยู่ใต้ตาข่าย หรือตรงกับเสาตาข่ายพอดี


ตาข่าย


          -  จะต้องมีความสูงจากพื้น 2.43 เมตร กว้าง 1 เมตร ยาว 9.5 - 10 เมตร


          -  ตารางในตาข่ายกว้าง 10 เซนติเมตร ผู้ติดไว้กับเสากลางสนาม


          -  ตาข่ายสำหรับทีมหญิงสูง 2.24 เมตร




                                                  
ลูกวอลเลย์บอล

          -  เป็นทรงกลมมีเส้นรอบวงประมาณ 65-67 เซนติเมตร น้ำหนัก 260-280 กรัม


          -  ทำจากหนังสังเคราะห์ที่ยืดหยุ่นได้


          -  ซึ่งในการแข่งขันระดับโลกจะใช้ลูกบอล 3 ลูกต่อการแข่งขัน เพื่อความต่อเนื่องหากบอลออกนอกสนาม


ผู้เล่น


          -  ในทีมจะต้องมีผู้เล่นไม่เกิน 12 คน ผู้ฝึกสอน 1 คน ผู้ช่วยผู้ฝึกสอน 1 คน เทรนเนอร์ 1 คน และแพทย์ 1 คน


          -  ผู้เล่นจะลงเล่นในสนามได้ครั้งละ 6 คน โดยแบ่งออกเป็นหน้าตาข่าย 3 คน และด้านหลังอีก 3 คน


          -  สามารถเปลี่ยนตัวผู้เล่นครั้งละกี่คนก็ได้ โดยผู้เล่นเดิมที่ถูกเปลี่ยนออก สามารถเปลี่ยนกลับมาเล่นในสนามได้อีก


          -  การแต่งกายในชุดแข่งขัน ต้องแต่งกายเหมือนกันทั้งทีม ประกอบไปด้วย เสื้อสวมคอ กางเกงขาสั้น ถุงเท้า และรองเท้าผ้าใบพื้นยางที่ไม่มีส้น โดยผู้เล่นแต่ละคนจะต้องติดหมายเลขกำกับไว้ที่เสื้อ กำหนดให้ใช้เลข 1-18 เท่านั้น สำหรับหัวหน้าทีมจะต้องมีแถบผ้าขนาด 8x2 เซนติเมตร ติดอยู่ใต้หมายเลขบริเวณอกเสื้อด้วย




วิธีการเล่น

                                         
          -  ทีมที่ได้เสิร์ฟ จะต้องให้ผู้เล่นที่อยู่ในตำแหน่งขวาหลัง เป็นผู้เสิร์ฟเพื่อเปิดเกม จากนั้นผู้เล่นทุกตำแหน่งจะขยับตำแหน่งวนไปตามเข็มนาฬิกา

          -  การเสิร์ฟจะต้องรอฟังสัญญาณนกหวีดก่อน และให้เริ่มเสิร์ฟลูกบอลภายใน 5 วินาที


          -  ทีมที่ได้คะแนนจะเป็นผู้ได้เสิร์ฟ จนกว่าจะเสียคะแนนให้ฝ่ายตรงข้ามจึงจะเปลี่ยนเสิร์ฟ


          -  เมื่อลูกเข้ามาในเขตแดนของทีม จะสามารถเล่นบอลได้มากที่สุด 3 ครั้งเท่านั้น


          -  สามารถบล็อคลูกบอลจากฝ่ายตรงข้ามที่หน้าตาข่ายได้ แต่หากผู้เล่นล้ำเข้าไปในแดนของฝ่ายตรงข้ามจะถือว่าฟาวล์


          -  สามารถขอเวลานอกได้ 2 ครั้งต่อ 1 เซต ให้เวลาครั้งละ 30 วินาที


          -  ทุกครั้งที่แข่งขันจบ 1 เซต จะต้องมีการเปลี่ยนฝั่ง


การคิดคะแนน


          -  ทีมจะได้คะแนนเมื่อลูกบอลตกลงในเขตสนามของฝ่ายตรงข้าม โดยนับเป็นลูกละ 1 คะแนน และหากมีการเสียคะแนน จะต้องเปลี่ยนให้ทีมที่ได้คะแนนเป็นผู้เสิร์ฟ


          -  หากทีมไหนได้คะแนนครบ 25 คะแนนก่อน ก็จะเป็นผู้ชนะในเซตนั้นไป แต่หากคะแนนเสมอกันที่ 24-24 จะต้องมีการดิวซ์ (Deuce) หมายถึงต้องทำคะแนนให้มากกว่าอีกฝ่าย 2 คะแนน ถึงจะเป็นผู้ชนะ เช่น 26-24 หรือ 27-25 เป็นต้น


          -  ต้องแข่งขันกันให้ชนะ 3 ใน 5 เซต จึงจะเป็นผู้ชนะในเกมนั้น


   และปิดท้ายด้วย เมื่อรู้กฎและกติกาของการเล่นกีฬาแฮนด์บอลแล้วก็ขอให้เพื่อนทุกคนมีน้ำใจนักกีฬา ไม่เล่นโกง หรือ เล่นผิดไปจากติกาอย่างตั้งใจน้ะค้ะ รู้เเพ้ รู้ชนะ รู้อภัยค่ะ

ขอขอบคุณที่มาดีๆ จาก http://hilight.kapook.com/view/71678

กีฬาแฮนด์บอล


ใกล้งานกีฬาสีเข้ามาเรื่อยๆ หลายคนก็คงจะเตรียมตัวสำหรับหน้าที่ที่ตนเองจะต้องทำกันในงานกีฬาสีแล้วใช่ไหมค้ะ  ประธานสีเอย   เดินขบวนเอย  วงโยธวาทิตเอย  เเละที่ขาดไม่ได้ก็คือ นักกีฬาซิน้ะคะ  วันนี้เราเลยนำกีฬาที่หลายๆคนคงจะรู้จักกันดี นั้น คือ แฮนด์บอล  สำหรับคนที่ไม่รู้ มาทำความรู้จักกีฬา แฮนด์บอล กฎกติกาต่างๆกันค่ะ 

                                       
ประวัติกีฬาแฮนด์บอล 
กีฬาแฮนด์บอล มีที่มาจากประเทศเยอรมนี โดยนาย Konrad Koch ครูพละศึกษาคนหนึ่งแต่ก็ยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก จนกระทั่งปี พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904) กีฬาแฮนด์บอลก็ถูกพัฒนาขึ้นในทวีปยุโรป และกำหนดกติกาขึ้นโดยอ้างอิงจากกติกาของกีฬาฟุตบอลเป็นหลัก ซึ่งเป็นการดัดแปลงกีฬาฟุตบอลมาเล่นด้วยมือแทน เดิมใช้ผู้เล่นทีมละ 11 คน แต่ลดลงเหลือทีมละ 7 คนแทน เนื่องจากผู้เล่นมีจำนวนมากจนเกินไปทำให้เล่นไม่สะดวก จากนั้นจึงค่อย ๆ แพร่หลายเรื่อยมา
               ในปี พ.ศ. 2471 (ค.ศ. 1928) แฮนด์บอลถูกนำไปสาธิตในงานกีฬาโอลิมปิก และถูกบรรจุเข้าเป็นหนึ่งในรายการการแข่งขันกีฬาระดับชาติเมื่อปี พ.ศ. 2474 (ค.ศ.1931) และเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายจนถูกบรรจุเข้าเป็นชนิดกีฬาการแข่งขันในกีฬาโอลิมปิก เมื่อปี พ.ศ. 2479 (ค.ศ. 1936) ก่อนที่จะเจอกับเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 จนความนิยมลดลง
               ต่อมาในปี พ.ศ. 2499 (ค.ศ. 1956) ก็ได้มีการแก้ไขกติกาแฮนด์บอลใหม่ ด้วยการนำเอากติกาของกีฬาฟุตบอล และกีฬาบาสเก็ตบอลมาผสมกัน เพื่อฟื้นฟูความนิยมกีฬาแฮนด์บอลให้กลับมาอีกครั้ง ปัจจุบันกีฬาแฮนด์บอลกลายเป็นกีฬาที่นิยมกันไปทั่วโลก

               หลังจากที่กีฬาแฮนด์บอลนิยมเล่นกันอย่างแพร่หลายไปทั่วโลกแล้ว ประเทศไทยก็เริ่มนำเอากีฬาแฮนด์บอลเข้ามาเมื่อปี พ.ศ. 2482 (ค.ศ. 1939) โดย อาจารย์กอง วิสุทธารมย์ อดีตอธิบดีกรมพลศึกษาในขณะนั้น ซึ่งในตอนนั้นยังกติกาแฮนด์บอลยังต้องมีผู้เล่นทีมละ 11 คน  จึงทำให้ไม่สะดวก และไม่เป็นที่นิยมในไทยมากนัก
               จนกระทั่งปี พ.ศ. 2500 (ค.ศ. 1957) อาจารย์ชนิต คงมนต์ ได้บรรจุกีฬาแฮนด์บอลเข้าสอนในโรงเรียนฝึกหัดครูพลานามัย และวิทยาลัยพลศึกษาอื่น ๆ ก่อนที่จะแพร่หลายไปยังโรงเรียนต่าง ๆ จนกลายเป็นหลักสูตรบังคับของชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายเมื่อปี พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975) และใช้กติกาการแข่งขันแบบสากลเมื่อปี พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981) และเป็นที่นิยมในประเทศไทยในที่สุด




  กติกาแฮนด์บอล (แบบย่อ)

          สนามแข่งขัน
 
          ขนาดสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยาว 40 เมตร กว้าง 20 เมตร มีเส้นรอบสนามและเขตประตู โดยประตูจะต้องมีขนาดสูง 2 เมตร กว้าง 3 เมตร ตั้งอยู่ทั้งสองฝั่ง มีพื้นที่รอบสนามห่างจากเส้นขอบสนามอย่างน้อย 1 เมตร ห่างจากหลังประตู 2 เมตร
                               


          ลูกบอล
       
          ต้องทำจากหนังหรือวัสดุสังเคราะห์รูปทรงกลม ผิวไม่สะท้อนแสงและไม่ลื่น สำหรับผู้ชายลูกบอลต้องมีขนาดเส้นรอบวง 58-60 เซนติเมตร หนักประมาณ 425-475 กรัม สำหรับผู้หญิงลูกบอลต้องมีขนาดเส้นรอบวง 54-56 เซนติเมตร หนักประมาณ 325-400  กรัม และต้องมีลูกบอลสำหรับการแข่งขัน 2 ลูก เมื่อการแข่งขันเริ่มต้นขึ้นแล้วจะเปลี่ยนลูกบอลไม่ได้ นอกจากมีเหตุผลอันสมควร

          ผู้เล่น

          ทีมหนึ่งต้องส่งตัวผู้เล่น 12 คน (รวมผู้เล่นสำรอง) และลงสนามได้ 7 คน คือ ผู้เล่น 6 คน ผู้รักษาประตู 1 คน โดยสามารถเปลี่ยนตัวเข้าเล่นได้ทุกเวลา และสามารถเปลี่ยนตัวกลับเข้าในสนามใหม่ได้ โดยผู้เล่นจะต้องสวมเสื้อทีมที่ติดหมายเลข 1-20 ไว้ที่เสื้อ โดยมีขนาดตัวเลข สูงอย่างน้อย 20 เซนติเมตร กว้างอย่างน้อย 10 เซนติเมตร สีของตัวเลขตัดกับเสื้ออย่างชัดเจน สวมใส่รองเท้ากีฬา และห้ามใส่เครื่องประดับทุกชนิด

          วิธีการเล่น

  ใช้มือจับ ขว้าง โยน ลูกบอล ส่งต่อกันกับผู้เล่นในทีมตนเอง เพื่อขว้างบอลเข้าประตูฝ่ายตรงข้าม

  ห้ามใช้ร่างกายส่วนที่ต่ำกว่าหัวเข่าลงไปโดนลูกบอล

  ผู้เล่นสามารถถือลูกบอลไว้ในมือได้ไม่เกิน 3 วินาที

  ขณะถือลูกบอลสามารถก้าวขาได้ไม่เกิน 3 ก้าว

  ห้ามผู้เล่นดึงลูกบอลจากมือของฝ่ายตรงข้าม

  ห้ามเข้าไปในเขตประตูของฝ่ายตรงข้าม

  ใช้เวลาในการแข่งขันครึ่งละ 30 นาที พัก 10 นาที หากมีการต่อเวลาพิเศษจะเพิ่ม 2 ครึ่ง ครึ่งละ 5 นาที

          การคิดคะแนน

          หากสามารถขว้างบอลเข้าประตูฝั่งตรงข้ามได้จะคิดเป็น 1 คะแนนต่อ 1 ครั้ง หากมีการทำเข้าประตูตนเองก็จะเสียคะแนนให้กับฝ่ายตรงข้าม เมื่อหมดเวลาใครทำประตูได้มากกว่าจะเป็นฝ่ายชนะ
   

ทักษะในการเล่นกีฬาแฮนด์บอล
                                                    
ก่อนการเล่นแฮนด์บอล ฝึกทักษะการจับบอล การเลี้ยงบอลและการรับส่งบอลในลักษณะต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความคล่องแคล่ว ซึ่งทักษะต่าง ๆ ที่ควรฝึก มีดังนี้
๑)  การจับบอล ใช้มือทั้งสองข้างจับบอล โดยกางนิ้วออกให้นิ้วหัวแม่มือชี้เข้าหากัน งอข้อศอกเล็กน้อย
๒)  การส่งบอล
  (๑) ส่งบอลสองมือระดับอกยืนแยกขาให้ห่างกันพอสมควร จับบอลให้อยู่ระดับอก แล้วก้าวไปข้างหน้า ๑ ก้าว พร้อมกับส่งบอลออกไป ให้แขนเหยียดตรง และมือแบออกด้านข้าง
  (๒) ส่งบอลสองมือเหนือศีรษะ ใช้มือทั้ง ๒ ข้างจับลูกบอลชูเหนือศีรษะ กางข้อศอกเล็กน้อย โยกแขนไปข้างหลังเล็กน้อย ส่งลูกบอลออกไปเหยียดแขนตรง พร้อมกับก้าวขาไปข้างหน้าจังหวะเดียวกับส่งบอลไป
  (๓) ส่งบอลมือเดียวเหนือศีรษะ จับบอลด้วยมือข้างใดข้างหนึ่งแล้วชูขึ้นเหนือศีรษะ อีกมือหนึ่งประคองลูก ก้าวเท้าข้างที่ตรงข้ามกับมือที่ถนัดไปข้างหน้า ๑ ก้าว เอนตัวไปข้างหลัง แล้วสลัดมือปล่อยบอลออกไป
  (๔) ส่งบอลกระดอน ยืนแยกขาห่างกันเล็กน้อย จับบอลให้อยู่ระดับอก แล้วผลักบอลออกไปโดยให้กระทบพื้น แล้วกระดอนไปข้างหน้า
  (๕) ส่งบอลมือเดียวล่าง โดยจับบอลด้วยมือใดมือหนึ่งเป็นหลักอีกมือหนึ่งประคองบอลไว้ เหวี่ยงแขนไปด้านหลังเล็กน้อยก่อนผลักลูกบอลออกไป
  (๖) ส่งบอลสองมือล่าง ย่อตัวลงเล็กน้อย จับบอลให้อยู่ระหว่างขาทั้งสอง ปล่อยบอลออกไป การส่งบอลสองมือล่างจะส่งได้ระยะสั้น ๆ
๓ ) การรับบอล
(๑) รับบอลสองมือระดับอก เหยียดแขนทั้ง ๒ ข้างขึ้นไปข้างหน้ากางนิ้วมือออก ให้นิ้วหัวแม่มือชี้เข้าหากัน เมื่อลูกกระทบมือให้ดึงมือเข้าหาลำตัว
(๒) รับบอลสองมือเหนือศีรษะ เหยียดแขนทั้ง ๒ ข้างเหนือศีรษะโดยหันฝ่ามือไปหาลูก เมื่อรับลูกแล้วให้ดึงมาหาลำตัวโดยเร็ว
(๓) รับบอลสองมือด้านข้าง หันฝ่ามือไปหาลูก เมื่อลูกลอยมาเข้ามือให้ผ่อนมือและใช้มืออีกข้างหนึ่งประคองลูกไว้
(๔) รับบอลสองมือล่าง หันหน้าไปในทิศทางที่ลูกพุ่งมา ย่อเข่าลงพร้อมกับเหยียดแขนใช้นิ้วมือกางออกและชี้ลงพื้น เมื่อลูกกระทบมือแล้วให้ดึงลูกเข้าหาลำตัวโดยเร็ว
๔) การเลี้ยงบอล
ก้มตัวเล็กน้อย ย่อเข่า แล้วใช้มือข้างที่ถนัดเลี้ยงลูกบอล  โดยกางนิ้วมือทั้งห้าออก แล้วกดลูกลงสู่พื้น เมื่อลูกกระดอนขึ้นมา ให้ผ่อนมือขึ้นเล็กน้อยจากนั้นกดลูกลงสู่พื้นอีก การเลี้ยงลูกมีทั้งเลี้ยงลูกต่ำและสูง การเลี้ยงลูกต่ำใช้ในการเคลื่อนไหวรวดเร็ว และหลบหลีกคู่ต่อสู้ ส่วนการเลี้ยงลูกสูงใช้ในการหาทิศทางการส่ง
๕) การยิงประตู
(๑) การยิงประตูแบบลูกกระดอนต่ำ กระโดดหรือยืนอยู่กับที่แล้วใช้มือเพียงข้างเดียวขว้างบอลให้ตกพื้นกระดอน เข้าประตูไปอย่างรวดเร็ว
(๒) การยิงประตูแบบกระโดดพุ่งตัว ให้ผู้เล่นที่เข้ายิงประตูก้าวเท้า ๑ ก้าว พร้อมกับกระโดดสปริงข้อเท้าให้ตัวลอยขึ้น แล้วขว้างบอลเข้าประตูอย่างรวดเร็ว


เมื่อรู้กฎและกติกาของการเล่นกีฬาแฮนด์บอลแล้วก็ขอให้เพื่อนทุกคนมีน้ำใจนักกีฬา ไม่เล่นโกง หรือ เล่นผิดไปจากติกาอย่างตั้งใจน้ะค้ะ รู้เเพ้ รู้ชนะ รู้อภัยค่ะ


ขอขอบคุณที่มา http://www.zoneza.com/view5628.htm      และ http://hilight.kapook.com/view/71962

วิธีอ่านหนังสือให้เวิร์ค


วันนี้เราได้หยิบยกประเด็นเรื่อง การอ่านหนังสือในการสอบมาให้เพื่อนๆทุกคนกันค่ะ  หลายครั้งที่เวลาเราจะอ่านหนังสือสอบทีไรเป็นได้ง่วงนอนกันทุกที  หรือ บางทีก็ไม่มีกะะจิตกะใจจะอ่าน ไปเช็คเฟสบุ๊ค เช็คไลน์บ้างอะไรบ้าง จนสุดท้ายต้องไปเร่งอ่านกันนอกห้องสอบทุกที เวลาผลสอบออกมาก็เลยไม่ค่อยสวยงามกันซักเท่าไหร่  เพราะฉะนั้นวันนี้้เราเลยมีวิธีการอ่านหนังสือแบบเด็ดๆมาให้เพื่อนๆกันค่ะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับตัวของเพื่อนๆเองด้วย ว่ามีความตั้งใจจริงๆหรือเปล่าน้ะค้ะ  พร้อมแล้ว มาตั้งใจพร้อมๆกันค่ะ 

                                         

อันดับแรก เรามาดู 10 เคล็ดลับในการอ่านหนังสือให้จำได้ง่าย กันค่ะ 

1.ปิด ทีวี คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต mp3 มีสติอยู่กับหนังสือ 
2. นั่งสมาธิสัก 5 นาที 
3. อ่านหนึ่งรอบ แล้วสรุป โดยไม่เปิดหนังสือ 
4. เช็คคำตอบ 
5. อ่านอีกหนึ่งรอบ 
6. สรุปใหม่ เปิดหนังสือได้เอาไว้อ่าน 
7. ถ้าทำเป็น Mind Mapping จะอ่านง่ายขึ้น 
8. มีเอกสารอะไรที่ครูแจก อย่าคิดว่าไม่สำคัญ 
9. ท่องในส่วนที่ครูพูดย้ำบ่อยๆ อย่างน้อย 2 ครั้ง/คาบ 
10. ก่อนวันสอบ ห้ามหักโหมอ่านหนังสือถึงเที่ยงคืน เพราะสมองจะไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น


ต่อไป 5 วิธีในการอ่านหนังสือให้สอบผ่าน

1. คนที่อ่านหนังสือคนเดียวมักจะเสียเปรียบ คนที่อ่านเป็นกลุ่มมักจะได้เปรียบ เนื่องจากอ่านคนเดียวอาจเข้าใจคลาดเคลื่อน หรืออ่านไม่ตรงจุด หรือ(บางคน)อาจอ่านไม่รู้เรื่อง ถ้าอ่านเป็นกลุ่มโอกาสอ่านผิดจุดจะยากขึ้น และยังพอช่วยกันฉุดได้       * แต่วิธีนี้ไม่เหมาะสำหรับคนชอบแชตนะค่ะ อิอิ                                                                          
2. ควรอ่านเองที่บ้านก่อน 1 รอบ และจับกลุ่มติว เสร็จแล้วกลับไปอ่านทบทวนเองที่บ้านอีก 1 รอบ (ต้องรับผิดชอบตัวเอง)
3. ผลัดกันติว ใครเข้าใจเรื่องใดมากที่สุดก็ให้เป็นผู้ติว ข้อสำคัญ อย่าคิดแต่จะเป็นผู้รับอย่างเดียว จงคิดว่าเป็นผู้ให้ก่อน แล้วคนอื่น (ถ้าไม่แล้งน้ำใจเกินไป) ก็จะให้ตอบเอง
4. ผู้ติวจะได้ทบทวนเนื้อหา และจะรู้ว่าตัวเองขาดอะไร บกพร่องอะไร จากคำถามของเพื่อนที่สงสัย บางครั้งเพื่อนก็สามารถเสริมเติมเต็มในบางจุดที่ผู้ติวขาดหายได้
5. การติวจะทำให้เกิดการ Share ความคิด และฝึกวิธีทำงานร่วมกับผู้อื่น

4 ขั้นตอน การจัดตารางการอ่านหนังสือ


1. เลือกเวลาที่เหมาะสมเวลาที่เหมาะสมหมายความว่า เวลาที่ต้องการจะอ่าน เวลาที่ว่างจากงานอื่น เวลาที่อยากจะอ่านหนังสือ หรือเป็นเวลาที่อ่านแล้วได้เนื้อหามากที่สุด เข้าใจมากที่สุด เวลาของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
2. วางลำดับวิชาและเนื้อหาขั้นตอนต่อมา คือ เลือกวิชาที่จะอ่าน มีหลักง่ายๆ คือ เอาวิชาที่ชอบก่อน เพื่อให้เราอ่านได้เยอะๆ และอ่านได้เร็วและจะได้กำลังใจอ่านเนื้อหาอื่นต่อไป ไม่แนะนำวิชาที่ยากก่อน เพราะจะทำให้เสียเวลาเปล่า การอ่านหนังสือควรอ่านให้ได้ตามที่เราวางแผนเอาไว้ วิธีการก็คือ List รายการหรือเนื้อหา บทที่จะอ่านให้หมด จากนั้นค่อยเลือกลำดับเนื้อหาว่าจะอ่านเรื่องใดก่อนหลัง แล้วค่อยลงมืออ่าน
3. ลงมือทำ
ถ้าไม่มีข้อนี้ก็ไม่มีทางสำเร็จ การลงมือทำคือการลงมืออ่านอย่างจริงจัง อย่าผัดวันประกันพรุ่ง  บางคนลงมือทำ แต่ไม่จริงจัง ก็ไม่ได้นะ  ดังนั้น ขอให้เพื่อนๆ "ทำอะไร ทำจริง" แล้วกันนะ ทำให้ได้จริงๆ
4. ตรวจสอบผลงานผลของการอ่าน ดูได้จากว่า ทำข้อสอบได้หรือไม่ ถ้าอ่านแล้วทำข้อสอบได้ ก็แสดงว่าอ่านรู้เรื่อง อ่านเข้าใจ ได้เนื้อหาจริงๆ แต่ถ้าอ่านแล้วทำข้อสอบไม่ได้ ก็ต้องกลับไปทบทวนใหม่ ขอแนะนำว่าอ่านแล้วต้องจดบันทึกไว้ด้วยนะคะ จะได้รู้ว่า เราอ่านไปถึงไหนแล้ว 

ฝึกการอ่านหนังสือ อย่างมีประสิทธิภาพ





การอ่านหนังสือไม่ใช่เพียงแค่อ่านข้อความตามตัวหนังสือที่มีไว้ในหนังสือให้จบเล่มเท่านั้น แต่การอ่านนั้นมีจุดประสงค์สำคัญคือการรับรู้ความหมาย และทำความเข้าใจกับข้อความที่เขียนเป็นตัวหนังสือ
การจะอ่านหนังสือให้มีประสิทธิภาพ ต้องรู้ว่าก่อนว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้อ่านหนังสือได้ขาดประสิทธิภาพ และ พยายามแก้ไขตามสาเหตุเหล่านั้น
สาเหตุที่ทำให้การอ่านหนังสือขาดประสิทธิภาพ มีดังนี้
  1. การอ่านทีละคำ
  2. การอ่านออกเสียง
  3.                                                     
  4. การใช้วิธีเดียวกันตลอดในการอ่านทุกประเภท
  5. การใช้นิ้วชี้ข้อความตามไปด้วยในขณะอ่าน
  6. การอ่านซ้ำไปซ้ำมา
  7. การขาดสมาธิในการอ่าน

เป็นยังไงบ้างคะกับวิธีเด็ดๆในการอ่านหนังสือ หวังว่าจะช่วยเพื่อนๆที่ตั้งใจจะอ่านหนังสือได้บ้างน้ะค้ะ อย่าลืมน้ะค้ะ ถ้าไม่ตั้งใจแล้วเมื่อไหร่เราจะประสบผลสำเร็จ.... 
ขอขอบคุณ     http://www.dek-d.com/board/view/1610287/   ที่มาของวิธีเด็ดๆในการอ่านหนังสือค่ะ