วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ใฝ่เรียน ใฝ่รู้


ใฝ่เรียนใฝ่รู้

การเรียนรู้เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้คนเราประสบความก้าวหน้าได้ทั้งในเรื่องชีวิตและ การงานและยังเป็นการเปิดโลกให้กว้างขึ้น หากใครมีกำลังวางแผนจะเที่ยวหรือไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ ซึ่งสถานที่แห่งนั้นมีสิ่งใหม่ ๆ รอให้เรียนรู้อยู่มากมาย หากสิ่งใดที่เราไม่รู้ ก็ขอให้เปิดใจให้กว้างเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตเราและสามารถนำมาต่อยอดเป็นประโยชน์ให้แก่สังคมได้

      บางคนขณะใช้ชีวิตอยู่ในเมืองไทย ทุกสิ่งทุกอย่างสะดวกสบาย อะไรก็รู้ไปหมดเพราะสภาพแวดล้อมเป็นประเทศไทยของเรา คนไทย และการใช้ภาษาไทย แต่เมื่อไปอยู่ต่างประเทศซึ่งต่างวัฒนธรรม ต่างภาษาเราต้องมีการเรียนรู้และปรับตัว บางครั้งผู้เขียนได้เดินทางไปต่างประเทศ หลายสิ่งหลายอย่างก็ไม่รู้แต่ผู้เขียนก็ลองเรียนรู้ดู ลองไปขึ้นรถไฟเอง ลองเดินทางเอง ลองทำหลายสิ่งหลายอย่างที่พระสามารถทำได้นั่นคือ เราจะฉลาดจากการที่เราโง่ หรือ ไม่รู้ หรือ ทำผิดพลาดมาก่อน

     เรื่องความโง่ความฉลาดนี้ ผู้เขียนมองว่า จริง ๆ แล้วไม่มีคนโง่ที่แท้จริงหรอก มีแต่ว่าเขายัง “ไม่รู้”และเรายังค้นหาวิธีที่จะสอนเขาไม่เจอก็เท่านั้น ถ้าผู้ใหญ่จะสอนเด็ก เวลาเห็นเด็กไม่เก่ง ทางที่ดีผู้สอนควรจะพูดกับเด็กว่า “เธอยังพยายามน้อยไปไหม” หรือ “ลองตั้งต้นใหม่อีกทีสิลูก” ซึ่งดีกว่าไปตัดสินว่า เด็กคนนั้นเป็นคนไม่มีคุณค่า หรือทำสิ่งใดไม่ได้เรื่องสักอย่างขณะเดียวกันสำหรับผู้ใหญ่ ในโลกของการทำงาน หากงานใดที่เราทำไม่เป็น ถ้าเพื่อนร่วมงานหรือเจ้านายแนะนำก็ควรฟัง หรือควรพยายามเรียนรู้ด้วยตัวเองให้มากที่สุด แต่หากบุคคลใดที่ทำงานไม่เป็นแล้วยังมัวถือเนื้อถือตัวว่า “เฮ้ย ฉันรู้น่ะ แกไม่ต้องมาบอกฉันรู้ของฉันดี” หากพูดอย่างนี้ นอกจากมองไม่เห็นหนทางก้าวหน้าแล้ว เพื่อนร่วมงานก็ยังไม่รัก ไม่ใส่ใจอีกแล้ว ขอให้เราเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนเหมือนแก้วน้ำที่มีน้ำเพียงครึ่งแก้ว เพราะแก้วที่มีน้ำเพียงครึ่งแก้วจะสามารถเติมน้ำได้เสมอแต่หากเราทำตัวเป็นแก้วที่มีน้ำเต็มอยู่แล้ว ใคร ๆ ก็ไม่อยากเติมอะไรให้ ใคร ๆ ก็ไม่อยากมาสอนเรา
     ฉะนั้น ในโลกของการเรียนรู้ อย่าไปคิดว่าเรารู้แล้ว ให้คิดว่า “เรานี่ไม่รู้อะไรเลย ช่างกระจกเสียจริงเรื่องอะไร ๆ ก็ไม่รู้” หากทุกตัวเช่นนี้แล้วผู้อื่นเขาก็อยากจะสอนเรา แต่ถ้าเราทำเป็นรู้ทุกอย่างนั่นคือเรากำลังทำตัวเป็น “เต่า” เป็นสัตว์โลกล้านปี อายุยืนกว่าสัตว์โลกทั้งหมด แต่ทำไมเต่าจึงไม่โตขึ้นแม้ว่าจะผ่านไปกี่ปีก็ตามนั่นเพราะเนื้อของเต่าขยายตัวไม่ได้ เนื่องจากกระดองของมันแข็งและหุ้มเนื้อตัวของมันได้

บุคคลใดที่ทำตัวแข็งกร้าว ไม่อ่อนน้อม ใครแนะนำก็ไม่ฟัง เขาคนนั้นจะเป็นเหมือนเต่า นั่นคือขยายตัวไม่ได้ต่อให้มีอายุเป็นล้านปี ก็โตไม่ได้ ต่างกับ “มนุษย์” ซึ่งเกิดมาโตขึ้นทุกวัน ๆ เพราะมนุษย์รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตนและปรับตัวได้ตลอด
มนุษย์คนไหนที่เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ คนคนนั้นจะเป็นคนที่มีเสน่ห์ น่าพูดคุยด้วยและประสบความสำเร็จในชีวิตได้ เช่นเดียวกับ บิล เกตต์ ถึงแม้เขาจะเรียนไม่จบ แต่กลับพบความสำเร็จ ที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตและการงานนั่นเพราะเขาเป็นคนใฝ่เรียนรู้ด้วยตนเอง นี่แสดงให้เห็นว่า ...

ปัญญาไม่ได้มีอยู่แต่ในมหาวิทยาลัย แต่อยู่ในจิตใจที่ใฝ่รู้
วันนี้หากเรายังเป็นลูกน้องเขา แต่ถ้ารักการเรียนรู้ วันหนึ่งก็จะกลายเป็นนาย กลายเป็นหัวหน้าแต่หากไม่รักการเรียนรู้ วันนี้เป็นลูกน้องเขา ปีหน้าก็เป็นลูกน้อง ปีต่อไปก็เป็นลูกน้องตลอดไปเช่นนี้แล้วเมื่อไรจะเป็นหัวหน้าคน เพราะฉะนั้น ถ้าเราเรียนรู้อยู่เสมอ ในอนาคตก็จะสามารถเป็นผู้นำได้
บุคคลใดใฝ่เรียนใฝ่รู้ คนคนนั้นจะกลายเป็นยอดคน ตรงกันข้าม บุคคลใดไม่เป็นคนใฝ่เรียน ใฝ่รู้คนคนนั้นจะเป็นคนที่เห็นแก่ท้ายทอยคนอื่น เมื่อไรจะขึ้นมาอยู่ข้างหน้าบ้าง เมื่อไรจะกลายเป็นผู้นำ (Leader) ถ้าไม่เป็นคนใฝ่เรียนใฝ่รู้ เราก็จะต้องเป็นผู้ตาม (Follower) อยู่เช่นนั้นตลอด


ที่มา  :  http://www.gotoknow.org/blogs/posts/506936
 
 

มารู้จักกับ Adobe Flash CS3 Professional


                    Flash เป็นโปรแกรมที่ใช้ในการสร้างภาพเคลื่อนไหว ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน สามารถใช้สร้างนวัตกรรมต่างๆ ได้มากมาย ขึ้นอยู่กับความต้องการของผุ้สร้าง ไม่ว่าจะเป็น ภาพยนตร์การ์ตูนเอนิเมชั่น เวปไซต์ บทเรียนคอมพิวเตอร์ และมัลติมีเดีย โดยที่แฟลชนั้นสามารถนำเข้า สื่อหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นภาพนิ่ง กราฟิก เสียง ภาพยนตร์ แล้วนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการควบคุมการใช้งานด้วย ActionScript ซึ่งในปัจจุบันพัฒนาเป็น เวอร์ชั่น 3 ที่มีศักยภาพในการทำงานที่ครอบคลุมกว่าเดิม จนอาจจะบอกได้ว่าเกือบจะเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ไปแล้ว ดังนั้นการเรียนรู้โปรแกรมแฟลชในเวอร์ชั่น cs3 ขึ้นไป ผู้เรียนจำเป็นต้องมีทั้งศาสตร์และศิลป์ นั่นคือ ศาสตร์ ในด้านการเขียน ActionScript 3 และศิลป์ในการจินตนาการออกแบบชิ้นงานในแฟลช
การเรียนภาษา ActionScript นั้น ก็เหมือนกับการเรียนภาษาอังกฤษ ซึ่งผู้เรียนจะต้องเข้าใจในความหมายของคำศัพท์ และหลักไวยากรณ์ ได้เป็นอย่างดี พูดง่ายๆ คือ คิดเสียว่า เป็นการเรียนภาษาอีกภาษาหนึ่งนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ใหม่ต่อการเขียนโปรแกรมจริง (ไม่รู้เหนือรู้ใต้หรือไม่รู้เรื่องอะไรเลย) อาจเกิดความกังวลใจและหวาดกลัวต่อการเรียนภาษานี้ ซึ่งก็ต้องบอกว่าไม่ต้องกังวลและวิตกอะไร เพราะบัณฑิตอีสานจะใช้การเขียนที่ง่ายและเป็นพื้นฐานจริงๆ ที่สามารถทำให้ใครก็ตามที่อ่าน เข้าใจได้ในทันที

ประโยชน์ของ Flash 
       1.  ทำให้สามารถสร้างแอนนิเมชั่นได้เอง

       2.  ฝึกความคิดสร้างสรรค์
       3.  ใช้จินตนาการสร้างงานได้อย่างอิสระเสรี
       4.  เป็นสื่อการสอนที่เข้าใจง่ายและน่าสนใจ
       5.  สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดทำวิดีโอที่หลากหลาย
       6.  เกิดการใช้เวลาว่างให้เป็นนประโยชน์






โดยหน้าตาเริ่มต้นเมื่อเปิดโปรแกรม จะเป็นดังต่อไปนี้




สำหรับผู้ที่สนใจสามารถหาโหลดโปรแกรมนี้ได้จาก 
http://www.mediafire.com/error.php?errno=320

วิธีการลงโปรแกรม ----->


ขอขอบคุณ : http://www.flashinw.com/forum/index.php?topic=10.0 
http://writer.dek-d.com/remya/story/viewlongc.php?id=739959&chapter=1

ทัศนศึกษา ช่วยในเรื่องการเรียนอย่างไร ?

บทนำ

ทัศนศึกษาหรือการศึกษานอกสถานที่ เป็นกิจกรรมการเรียนรู้นอกห้องเรียน ที่ครูจัดให้กับเด็กเพื่อเพิ่มพูนความรู้และด้วยประสบการณ์ตรงจากแหล่งการเรียนรู้ซึ่งเป็นสถานที่จริง ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า จากการสังเกต การสำรวจ การทดลอง การปฏิบัติจริง และเชื่อมโยงกับการเรียนรู้ในห้องเรียน โดยบูรณาการทักษะหลายด้านเข้าด้วยกัน พร้อมกับการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และคุณลักษณะที่พึงประสงค์

ทัศนศึกษาสำคัญอย่างไร?

การจัดประสบการณ์หรือกิจกรรมเพื่อส่งเสริมพัฒนาการทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาให้กับเด็กปฐมวัย ควรเป็นกิจกรรมที่เด็กได้รับประสบการณ์ตรง จากการได้ปฏิบัติจริงด้วยตนเอง ผ่านการเรียนรู้จากการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าในการเรียนรู้ การได้สังเกต สำรวจ ทดลอง ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ที่มีความหมาย และค้นพบความรู้ด้วยตนเอง ซึ่งมีความสำคัญ ดังนี้
  • การพาเด็กไปศึกษานอกสถานที่เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ เป็นกิจกรรมหนึ่งที่ตอบสนองต่อธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยได้เป็นอย่างดี เนื่องจากการเรียนรู้ด้วยวิธีการนี้ทำให้เด็กเรียนรู้จากประสบการณ์จริง และเป็นการเรียนที่มีความ หมายและมีคุณค่าต่อเด็ก ซึ่งหากสังเกตพฤติกรรมของเด็กอนุบาลจากการพาเด็กออกไปนอกสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นการที่มุ่ง เน้นด้านวิชาการ หรือเพื่อนันทนาการ จะพบว่าเด็กมีความสนใจ กระตือรือร้นและอยากเข้าร่วมกิจกรรม และสามารถจดจำสิ่งที่พบเห็นได้ดี เพราะการพาเด็กไปศึกษานอกสถานที่เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อธรรมชาติการเรียนรู้ และสร้างความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ให้กับเด็ก ดังที่ Jean-Jacques Rousseau, Jean Piaget และ John Dewey ต่างมีแนว คิดที่สอดคล้องกันว่า เด็กจะเรียนรู้ได้ดีจากการลงมือปฏิบัติ ทดลอง สำรวจ ค้นคว้า และพบความรู้ด้วยตนเองจากประสบการณ์ที่เขาได้ปฏิบัติโดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า ดังนั้น การจัดประสบการณ์หรือกิจกรรมให้กับเด็กปฐมวัยจึงต้องคำนึงถึงธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กเป็นสำคัญ ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2545) หมวด 4 แนวการจัดการศึกษา ระบุว่า “แนวทางการจัดการศึกษา ยึดหลักว่า ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนทุกคนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องเสริมสร้างให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ โดยเน้นความสำคัญทั้งความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้ และบูรณาการตามความเหมาะสมของแต่ละระดับการศึกษา การจัดกระบวนการเรียนรู้ต้องยึดหลักความสอดคล้อง ความสนใจ ความถนัดและความแตกต่างระหว่างบุคคล จัดกิจกรรมที่ฝึกทักษะกระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และให้รู้จักการประยุกต์ใช้ความรู้ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์จริง ฝึกปฏิบัติให้ทำได้ คิดเป็น ทำเป็น รักการอ่านและใฝ่รู้ ผสมผสานความรู้อย่างสมดุล ปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยม คุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้วยการจัดบรรยากาศและสภาพแวดล้อม สื่อ และสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และต่อการเรียนรู้ รอบรู้ ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ จากการประสานความร่วมมือของทุกฝ่ายเพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาตามศักยภาพ”
  • ทัศนศึกษาหรือการศึกษานอกสถานที่ เป็นกิจกรรมย่อยอีกหนึ่งกิจกรรมที่จัดอยู่ในกิจกรรมเสริมประสบการณ์ที่ครูจัดให้กับเด็ก โดยพาเด็กไปรับประสบการณ์ตรงจากการได้สังเกตด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า (Five Senses) มีกิจกรรมที่เด็กได้สำรวจ บันทึกและสะท้อนการเรียนรู้เป็นรายบุคคลและรายกลุ่ม ซึ่งเป็นการเรียนรู้ในประเด็นหรือหัวเรื่องการเรียนรู้ที่ครูไม่สามารถนำสิ่งเหล่านั้นมาให้เด็กเรียนภายในห้องเรียนได้ เช่น การเรียนรู้กระบวนการผลิตรองเท้า การผลิตน้ำ การทำงานของโรงงานผลิตเครื่องดื่มต่างๆ การทำงานของที่ทำการไปรษณีย์ การศึกษาธรรมชาติของอุทยานแห่งชาติ การศึกษาการดำรงชีวิตของสัตว์ ซึ่งการเรียนรู้แบบอื่นๆ ทั้งการบรรยาย การเล่าเรื่อง การให้เด็กดูภาพ ซึ่งเป็นวิธีการเรียนรู้ที่ไม่สามารถทำให้เด็กเข้าใจและเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมายได้ ดังนั้นการพาเด็กไปศึกษานอกสถานที่จึงถือเป็นการเรียนรู้ที่ดีที่สุด
  • การไปทัศนศึกษาเป็นกิจกรรมที่เด็กได้ไปพักผ่อนหย่อนใจพร้อมกับการเรียนรู้ในสถานที่ทางธรรมชาติ เช่น ชายทะเล สวนสาธารณะ และยังเป็นการสร้างความภาคภูมิใจในความเป็นไทย ปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนได้ตระหนักในความสำคัญของความเป็นชาติ เอกลักษณ์ของชาติ การเข้าใจหน้าที่ของตนในการพัฒนาชาติ เช่น การพาเด็กไปศึกษาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โบราณสถานต่างๆ เป็นต้น

เด็กจะได้รับประโยชน์อะไรจากการไปทัศนศึกษา?

ทัศนศึกษาหรือการศึกษานอกสถานที่เป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อเด็ก ดังนี้
  • ตอบสนองต่อความสนใจ ความต้องการของเด็ก เนื่องจากการไปศึกษานอกสถานที่ทำให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง ได้เปลี่ยนสถานที่การเรียนรู้ จากการเรียนรู้เฉพาะในห้องเรียน
  • การไปศึกษานอกสถานที่ทำให้เด็กรู้สึกตื่นเต้น ช่วยกระตุ้นการรับรู้และการเรียนรู้ของเด็ก โดยธรรมชาติเด็กใน ช่วงปฐมวัยต้องการเรียนรู้จากการได้ใช้ประสาทสัมผัสและการเคลื่อนไหวของร่างกาย ซึ่งเพียเจท์ (Piaget) ได้กล่าวว่า เด็กในช่วง 2-7 ปี เป็นช่วงวัยที่เด็กต้องการการเรียนรู้จากการได้รับประสบการณ์ใหม่ๆหรือการซึมซับ (Assimilation) จากประสบการณ์ใหม่ๆ ที่เด็กได้รับจากการสังเกตโดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า ซึ่งประสบการณ์ที่เด็กได้รับจะนำไปสู่การพัฒนาโครงสร้างทางสติปัญญาในขั้นการปรับขยายโครงสร้าง (Accommodation) ที่เด็กจะต้องสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องต่างๆอย่างมีเหตุผลจากการเรียนรู้สิ่งต่างๆที่เป็นรูปธรรม ทั้งนี้การปรับความรู้เดิมให้เข้ากับประสบการณ์ใหม่ทำให้เกิดความสมดุลของสมองหรือสติปัญญา เช่น เด็กเคยมีประสบการณ์การทำให้น้ำสะอาดด้วยผ้ากรอง การกรองตามวิธีการธรรมชาติด้วยหิน ทราย ถ่าน หรือเครื่องกรองน้ำขนาดเล็ก แต่จากการที่เด็กได้ไปศึกษาโรงงานการผลิตน้ำดื่มก็จะทำให้เด็กมีประสบการณ์ใหม่ๆเกี่ยวกับวิธีการกรองน้ำที่ต้องใช้เครื่องจักรต่างๆที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ทำให้เด็กได้ปรับเปลี่ยนความรู้เดิมและความรู้ใหม่จนเกิดเป็นความรู้ความเข้าใจหรือเป็นโครงสร้างทางสติปัญญาที่เกิดความสมดุลทางสมอง หรือเรียกว่า equilibrium
  • การไปศึกษานอกสถานที่ช่วยให้เด็กได้พัฒนาทั้งคุณลักษณะอื่นๆ เช่น ประสบการณ์ทางสังคม เด็กจะได้รู้จักการเข้าสังคมและพบเพื่อนมากขึ้น ได้เรียนรู้วิธีการอยู่ร่วมกัน ช่วยให้รู้จักการปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่นได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นส่วนตัวหรือหมู่คณะ ได้รับความงอกงามทางสติปัญญาจากการได้ศึกษาจากแหล่งเรียนรู้ และแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย มีกิจกรรมได้เลือกทำมากมาย ทำให้เด็กและเยาวชนได้เลือกเรียนรู้ตามความต้องการ ความถนัดและความสนใจ ทำให้เกิดการเรียนรู้และได้รับประสบการณ์ต่างๆที่มีคุณค่า


  • ขอขอบคุณบทความดีๆจาก http://taamkru.com/th/%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A8%E0%B8%99%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2/

ค่านิยมหลักของคนไทย 12 ประการ

  ค่านิยมหลักของคนไทย 12 ประการ ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.เป็นหลักจริยธรรมที่ทุกคนควรยึดถือและประพฤติปฏิบัติ ซึ่งขณะนี้ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะฟื้นฟูค่านิยมเหล่านี้ให้กลับคืนสู่สังคมไทย  การสร้างค่านิมให้ประสบผลสำเร็จนั้น ต้องปลูกฝังลงไปในรากฐานจิตใจของเด็กและเยาวชน โดยผู้ใหญ่จะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้ด้วย ขณะเดียวกัน สื่อมวลชนและโรงเรียนก็ต้องร่วมปลูกฝังเช่นกัน ด้วยการ "อบรม บ่มเพาะ" เริ่มต้นจากการจุดประกายให้คนรับรู้ จากนั้นนำไปสู่การพัฒนาและต่อยอดจนกลายเป็นวัฒนธรรม



สำหรับค่านิยมหลักของคนไทย 12 ประการ ของ คสช.

1.มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
อ้างอิง  http://news.mthai.com/wp-content/uploads/2014/10/436.jpg
2.ซื่อสัตย์ เสียสละ อดทน
4.ใฝ่หาความรู้ หมั่นศึกษาเล่าเรียนทั้งทางตรงและทางอ้อม
3.กตัญญูต่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์
5.รักษาวัฒนธรรมประเพณีไทย
6.มีศีลธรรม รักษาความสัตย์
7.เข้าใจเรียนรู้การเป็นประชาธิปไตย
8.มีระเบียบ วินัย เคารพกฎหมาย ผู้น้อยรู้จักการเคารพผู้ใหญ่
9.มีสติรู้ตัว รู้คิด รู้ทำ
10.รู้จักดำรงตนอยู่โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
11.มีความเข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่ยอมแพ้ต่ออำนาจฝ่ายต่ำ 
12.คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าผลประโยชน์ของตนเอง


นอกจากนี้ยังมี ค่านิยมหลักทั้ง 12 ประการ เป็นเเบบกลอนเพื่อให้ทุกคนสามารถม่องจำได้ง่าย 



ขอขอบคุณ : https://www.google.co.th/url?sa=t&rct=j&q=&esrc=s&source=web&cd=9&cad=rja&uact=8&ved=0CDcQFjAI&url=http%3A%2F%2Fhilight.kapook.com%2Fview%2F106808&ei=5th9VJePNciSuQTFx4GYDw&usg=AFQjCNHWXESN2StsNbtI7vD6Zm0qnRYGRw&sig2=-uO_1GIc__LQVBzlSSU9vg&bvm=bv.80642063,d.c2E



ผู้หญิงอย่าหยุดสวย


         วันนี้เราได้รวบรวม บทความดีๆทั้งหลาย ที่เป้นประโยชนืในการเพิ่มความสวยให้กับผู้หญิง ก็แหม สมัยนี้ผู้ชายบางท่านอาจจะสวยเกินหน้าผู้หญิงอย่างเราๆไปซักนิด เราต้องไม่ยอมค่ะ 555555   
เป็นผู้หญิงอย่าหยุดสวย ต้องอาศัยความพยายาม ความอดทนอย่างต่อเนื่อง ที่ขาดไม่ได้ก็เป็นทริกดีๆ และความรู้เกี่ยวกับความสวยความงามเหล่านี้ค่ะ 


ยัง ยังไม่หมดเท่านี้ค่ะ ติดตามทริกความสวยความงามอื่นๆ ได้ในเร็วๆนี้ค่ะ 
:)

วันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เคล็ดไม่ลับ 8 วิธีอวดผมสวยยามฝนพรำ

                                          

          ฝนก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผมเสีย นอกเหนือจากแสงแดด คลอรีน ยิ่งเข้าฤดูฝนยิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องเจอกับฝนและคงไม่มีสาวไหนอยากมีผมแห้งเสีย เดอะบอดี้ ช็อป (ประเทศไทย) จึงนำเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ในการดูแลรักษาเส้นผมมาฝากสาวไทยด้วย 8 บัญญัติการดูแลเส้นผมง่ายๆ ด้วยตัวเองที่บ้าน

          1. เริ่มจากการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผม ต้องมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีค่าความเป็นด่างที่สมดุล เช่น ครีมนวดผมต้องมีคุณสมบัติปรับสภาพเส้นผมให้ชุ่มชื่นและล้างออกได้ง่าย

          2. เวลาสระผมจะต้องนวดหนังศีรษะไปพร้อมกัน เพราะจะช่วยให้เกิดการหมุนเวียนโลหิตที่หนังศีรษะดีขึ้น ให้น้ำมันตามธรรมชาติไปหล่อเลี้ยงเส้นผม หรืออาจนวดระหว่างวันด้วยหวีแปรงไม้

          3. เมื่อผมเปียกชื้นอาจเป็นปัญหาหนึ่งที่สาวๆ อย่างเราต้องกังวล เพราะเวลาผมแห้งก็จะฟู ฉะนั้นอาจพกไดร์เป่าผมตัวจิ๋วไว้ในกระเป๋าหรือที่ทำงานสักอัน นอกจากจะได้ผมสลวยแล้ว เป็นอีกทางหนึ่งช่วยลดความเสี่ยงที่จะเป็นหวัดได้เป็นอย่างดี

          4. เวลาเป่าผมให้แห้ง ควรเป่าผมจากบนลงล่าง เพราะเกล็ดผมจะเรียงตัวตามธรรมชาติ ทำให้เส้นผมเรียงตัวสวยและเรียบเงางาม ไม่ชี้ฟู

          5. สาวใดที่นิยมไดร์ผมให้ตรง ดัดผมด้วยโรลไฟฟ้า และรีดผมด้วยไฟฟ้า ต้องระวังเรื่องไฟดูดและควรใช้ผลิตภัณฑ์ปกป้องเส้นผมจากความร้อนด้วยเสมอ

          6. ถ้าจำเป็นต้องหวีผมขณะที่เปียก ควรใช้หวีซี่ห่างๆ จะช่วยให้เส้นผมขาดน้อยลงได้

          7. การกินอาหารที่ดีมีประโยชน์ช่วยให้เส้นผมมีสุขภาพที่ดีด้วยเช่นกัน ควรเลือกอาหารจำพวก ผัก ผลไม้ และควรดื่มน้ำให้มาก หลีกเลี่ยงอาหารที่ผ่านกระบวนการขัดสี รวมทั้งพยายามงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และงดสูบบุหรี่ ก็จะเรียกได้ว่าเป็นการบำรุงให้ผิวและผมสวยใสจากภายในสู่ภายนอกนั่นเอง

          8. ถ้าต้องทำกิจกรรมกลางแจ้ง ควรปกป้องเส้นผมจากแสงแดดด้วยการสวมหมวก หรือทาครีมปรับสภาพผมทิ้งไว้เมื่อต้องออกแดด จากนั้นค่อยล้างออกตามปกติ

          นอกจากนี้ปัญหาของสภาพผมสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดมากกว่าการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สะเปะสะปะ ซึ่งสามารถนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปปรับใช้ที่บ้านได้

          สาวผมมัน นำว่านหางจระเข้มาฝานเปลือกออก แล้วนำเนื้อเจลไปปั่น จากนั้นตักมา 1 ช้อนชา ผสมกับน้ำมะนาว 1 ช้อนชา และแชมพูที่ใช้อยู่อีก 1 ถ้วยตวง แล้วนำไปสระผมตามปกติ จะช่วยให้เส้นผมมีสมดุล ไม่แห้งและมัน

          สาวผมแห้ง นำอโวคาโด 1 ผล ปอกเปลือกและบดให้ละเอียด ผสมกับกะทิจนเป็นเนื้อเดียวกัน ใช้หมักผมหลังจากสระผมเรียบร้อยแล้ว โดยนวดให้ทั่วศีรษะ ใช้หวีซี่ห่างๆ แปรงผมให้เป็นระเบียบ ทิ้งไว้ 15 นาทีจึงล้างออก

          สาวผมไม่มีน้ำหนัก ควรใช้น้ำส้มสายชูเศษหนึ่งส่วนสองถ้วยตวง ผสมน้ำเปล่า 1 ถ้วยตวงและน้ำมันอัลมอนด์ 1 ช้อนโต๊ะเข้าด้วยกัน จากนั้นนำส่วนผสมที่ได้มานวดเส้นผมและหนังศีรษะขณะเปียกให้ทั่ว ทิ้งไว้ 20 นาที แล้วจึงล้างออก

          ส่วนสาวที่มีปัญหารังแค หลังจากสระผมด้วยแชมพูขจัดรังแคตามปกติแล้ว นำชาโรสแมรี่ที่ทิ้งไว้จนเย็นมาล้างผมในน้ำสุดท้าย หรือใช้ชาโรสแมรี่ผสมกับแชมพูในอัตราส่วน 70 ต่อ 30 หรือใช้แชมพูซึ่งมีส่วนผสมจากน้ำมันมานูก้า ทีทรี ไรม์ การสระผมทุกครั้งต้องแน่ใจว่าได้ล้างแชมพูออกจนหมด เพราะสารตกค้างจะเร่งให้หนังศีรษะผลิตน้ำมากและทำให้รากผมมัน


          เพียงเท่านี้เส้นผมก็จะสลวยเงางามมีสุขภาพดี
                 

วันนี้ก็ได้นำข้อมูลดีๆมาจาก เดอะบอดี้ ช็อป (ประเทศไทย)  เพื่อสาวๆที่รักผมกันค่ะ  เป็นประโยชน์กันมากเลยใช่ม้าา ยังไงก็ลองทำดูกันน้ะค้ะ  

http://writer.dek-d.com/annjong/story/viewlongc.php?id=179678&chapter=2

เคล็ดลับการดูเเลเส้นผม


สาวๆหลายคนคงอยากมีผมที่ดูสวย มีน้ำหนัก ดูเงางามกันใช่ม้าาา  ก็แหมม หน้าเป๊ะ แต่ผมไม่สวย ออร่าก็ดับน้ะซิ  แต่ทั้งนีัทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับสภาพเส้นผมของแต่ละคนด้วยน้ะคะ  วันนี้เราจึงเอาใจสาวๆด้วยการนำเคล็ดลับดีๆ ในการดูเเลเส้นผมมาฝากกันค่ะ 


                                                    

                                                         



 1. ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม

          ผมเส้นเล็กบาง ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเคราติน คาราไมล์ หรือแพนทีนอล เพื่อปกป้องเส้นผมให้รอดพ้นจากการทำลายของสายลม แสงแดด และช่วยให้ผมดูหนาขึ้น

2 เปลี่ยนผมแสกข้าง


          ถ้าคุณแคยแต่แสกผมอยู่ข้างเดียวมาตลอด จะทำให้ทรงผมแบนราบอยู่ด้านเดียว ทดลองเปลี่ยนผมแสกข้างมาอีกด้านหนึ่งบ้างจะทำให้ผมดูหนาและได้รูปทรงดีขึ้น ช่วยหนีความจำเจได้อีกด้วย

3 แชมพูช่วยขจัดสารเคมีที่ตกค้าง

          หากใช้ยาสระผมจำพวก แคลริฟายอิง แชมพู (Clarifing Shampoo) จะทำให้ผมเส้นเล็กดูหนาและจัดทรงง่ายขึ้น คุณควรสระผมด้วย แคลริฟายอิง แชมพู อาทิตย์ละหนึ่งครั้ง เพื่อชำระล้างสารเคมีที่ตกค้างบนเส้นผม ปรับสภาพสู่สมดุลตามธรรมชาติ

4 ผมแห้ง

          ไม่ควรใส่ทรีตเมนต์ขณะที่ผมยังเปียกอยู่เพราะจะไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร ให้ไดร์ผมเป็นรูปกากบาทจนเกือบแห้ง แล้วจึงนวดผมด้วยโฟมแต่งผม จากนั้นไดร์ให้แห้ง

5 ผลิตภัณฑ์ ทู อิน วัน

          ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ประเภท ทู อิน วัน เพราะจะมีสารตกค้างติดเส้นผมทุกครั้งที่สระ จะทำให้ผมเกาะติดกันและยากต่อการจัดทรงผม

6 การฉีดสเปรย์

          เมื่อทำผมเสร็จ ให้ฉีดสเปรย์จากล่างขึ้นบน สำหรับผู้ที่มีผมยาวไม่ควรฉีดสเปรย์บนศีรษะ แต่ให้ฉีดจากด้านข้างและด้านล่างขึ้นมา จะทำให้ผมได้ทรงสวย

7 ใช้ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมเพียงเล็กน้อย


          โดยปกติ คนที่มีผมเส้นเล็กมักใช้แวกซ์ เจล หรือบาล์ม แต่จริงๆ แล้วผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่เหมาะกับผมเส้นเล็ก เพราะจะทำให้ผมแข็งทื่อและหยาบ นอกจากนี้ เมื่อคุณออกไปเจอสายลม แสงแดด น้ำยาแต่งผมจะเกาะกันเป็นก้อน ลองเปลี่ยนมาใช้สเปรย์จัดแต่งทรงผมในระหว่างไดร์ผม โดยฉีดจากล่างขึ้นบนทีละช่อและไดร์ให้แห้ง ผมจะนุ่มสลวยได้รูปทรงดี

8 สระผมทุกวัน

          ผมเส้นเล็กมักจะมีปัญหาผมมันเร็ว จึงควรสระผมทุกวันด้วยโวลุ่ม แชมพู (Volume Shampoo) โดยไม่ต้องใช้ครีมนวดผม เพื่อทำให้ผมมีน้ำหนักและหนาขึ้น

9 การดูแลผมเส้นเล็กแบบง่ายๆ


          โดยทั่วๆ ไป วิธีการดูแลรักษาผมเส้นเล็กบอบบางมักจะยุ่งยากโดยไม่จำเป็น ผลิตภัณฑ์พิเศษในการดูแลรักษาผมเส้นเล็กก็คือ ผลิตภัณฑ์ที่มีโวลุ่มเพียงเล็กน้อยก็ช่วยทำให้เส้นผมแข็งแรงเพียงพอ

10 ทำทรงผมให้มีชีวิตชีวา

          ฉีดผมให้ชื้น จากนั้นนวดผมด้วยครีมจัดแต่งทรงผมหรือโฟมเล็กน้อย และปล่อยให้แห้งเอง

11 ทำผมให้ตัวเอง

          ผู้ที่มีผมยาวและเหยียดตรง หากมัดผมให้สูงเป็นหางม้าทิ้งไว้ทั้งคืน รุ่งขึ้นคุณจะมีผมทรงใหม่อีกสไตส์หนึ่ง ประหยัดทั้งเงินและเวลาเข้าร้านทำผม

12 เครื่องไดร์ผม

          การไดร์ผมอย่างถูกวิธีจะทำให้สวยได้นานหลายชั่วโมง เพราะว่ารูเล็กๆ ของเครื่องไดร์ผม จะเป่าตรงโคนผมได้ ทำให้ทรงผมอยู่ตัว

13 ผมเย็น

          หลังจากที่ไดร์ผมเสร็จแล้ว ควรปล่อยให้ผมเย็นลงทุกครั้งก่อนที่จะแต่งทรงผม เพราะจะทำให้ผมดูหนาและอยู่ทรงได้นาน ไม่ทำลายสภาพผมด้วย

14 โรลม้วนผมจัมโบ้

          สำหรับผู้ที่ไว้ผมยาวหรือมีความยาวระดับไหล่ ให้ไดร์ผมจนเกือบแห้ง จากนั้นฉีดโวลุ่มสเปรย์(Volume Spray) ให้ชื้นแล้วจึงม้วนผมด้วยโรลจัมโบ้ (อย่าม้วนผมลดหลั่นกัน แต่ให้ม้วนไปรอบๆ) จากนั้น ไดร์ผมและปล่อยให้เย็นลง ก็จะได้ผมสวยตามต้องการ

15 การทำให้ผมไม่แบนราบ


          เทคนิคการตัดผมเพื่อหนุนให้ผมได้ทรงตามต้องการและแลดูหนา สำหรับผมที่ไม่มีน้ำหนักและยาวแค่คาง ให้แบ่งผมบนศีรษะและตัดผมบริเวณโคนผม สัก 2-3 ซ.ม. ให้เป็นรูปสามเหลี่ยมเล็กๆ จะช่วยให้จัดผมได้รูปทรงสวยและไม่แบนราบ

16 เทคนิคสำหรับผมสั้น

          นวดผมด้วยน้ำยาจัดแต่งทรงผม แล้วจึงหนีบผมด้วยที่หนีบและไดร์ผมที่โคน จากนั้นปล่อยให้เย็นลง ดึงที่หนีบออก และเอานิ้วยีผมให้เป็นทรง

17 แปรง

          ก่อนที่ผมจะแห้ง ให้ไดร์ผมโดยใช้แปรงกลม หวีเข้าด้านในบ้าง ด้านนอกบ้างสลับกันไป แล้วจึงฉีดสเปรย์

18 การไดร์ผม

          ไม่ควรไดร์ผมทันทีหลังสระ แต่เช็ดผมพอหมาดด้วยผ้าขนหนูก่อน จากนั้นฉีดโวลุ่มสเปรย์ที่โคนผมแล้วจึงไดร์ผมทั้งศีรษะโดยใช้มือช่วย

19 ผมอยู่ทรง

          แบ่งผมแล้วจับยกให้สูง จากนั้นฉีดสเปรย์ที่โคนผมและไดร์ให้แห้งแล้วปล่อยให้ผมเย็นลง วิธีนี้จะทำให้ผมอยู่ทรงและดูหนาขึ้น


แค่นี้ผมของสาวๆก็จะเเลดูสวยเเล้วล้ะค้ะ อ่านเเล้วอย่าลืมปฏิบัติตามน้ะค้ะ 
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก http://women.kapook.com/view4696.html