วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2557

วิธีช่วยสร้างความขยัน ขจัดความขี้เกียจ

จากบทความที่เเล้ว  ชี้เด็กไทยเฉื่อย ไม่ขยันเรียน เท่าชาติอาเซียน!!!      เราจึงมีเคล็ดลับในการขจัดความเฉื่อย ความขี้เกียจของเราออกไป แต่!!! ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับความพยายามที่จะตั้งใจเปลี่ยนเเปลงตนเองจริงๆ น้ะคะ ;)

1.ค่อยๆทำทีละอย่าง หลายๆครั้งที่ตัวผมเองเริ่มมีตัวขี้เกียจคอยกัดกินจิตใจ มันเป็นเพราะว่าผมพยายามจะทำอะไรหลายๆอย่างมากเกินไป ตอนแรกก็นึกว่าจะเป็นเฉพาะกับผมคนเดียว พอถามๆคนรอบข้างดู ผมก็ได้ค้นพบว่าผมไม่ได้เป็นอยู่คนเดียว การพยายามจะทำอะไรหลายๆอย่างให้มันเสร็จพร้อมๆกันทำให้ไม่สูญเสียพลังงานและสมาธิอย่างรวดเร็ว คุณจำเป็นต้องเลือกว่าตอนนี้ ณ ขณะนี้ คุณจะทำอะไร แล้วก็ทำซะ โดยอย่าแบ่งจิตใจหรือความกังวลใดๆทั้งสิ้นไปให้กับอย่างอื่นเด็ดขาด ผมรู้ดีครับว่ามันยาก แต่อย่างไรก็ตาม ในความคิดของผมแล้ว นีี่คือทางเลือกที่ดีที่สุด 

2.หาแรงบันดาลใจ โดยส่วนตัวแล้ว แรงบันดาลใจของผมมาจากการที่มองเห็นผู้อื่นประสบความสำเร็จในสิ่งที่ผมอยากจะทำ ผมจะหมั่นหาเรื่องราวเหล่านี้มาอ่านอยู่เสมอๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวจาก blog จากนิตยสาร จาก google จากทุกที่ที่ผมสามารถหาได้

3.ตื่นเต้นกันหน่อย ผมเชื่อว่าทุกๆคนรู้ดีอยู่แล้วตรงข้อนี้ แต่ผมก็เห็นคนเหล่านั้นจำนวนมากละเลยข้อนี้เช่นกัน แต่มันก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่นัก (ตัวผมเองก็เป็นอยู่บ่อยๆ) เราจะตื่นเต้นได้ยังไงกันเล่าในเมื่อ ณ เวลานี้ เราำกำลังเต็มไปด้วยตัวขี้เกียจทุกรูขุมขน คำตอบที่มัน work กับตัวผมก็คือ ต้องเริ่มจากการได้รับแรงบันดาลใจมาก่อน (กล่าวไปแล้วในข้างต้น) หลังจากที่ได้แรงบันดาลใจแล้ว ผมก็จะพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่ผมได้รับแรงบันดาลใจนี้กับทุกคนที่อยู่รอบข้าง (ฟังผมโม้กันจนเบื่อ) หลังจากนั้น ผมก็จะนั่งเพ้อฝันนึกจินตนาการถึงภาพตัวผมเองตอนที่ประสบความสำเร็จในสิ่งที่ต้องการเป็นครึ่งชั่วโมง รู้ตัวอีกที ผมก็แทบอยากจะรีบกระโจนเข้าใส่งานทันที

4.สร้างความคาดหวัง มันอาจจะฟังดูยากสักหน่อย และหลายๆคนก็มักจะไม่ทำข้อนี้กัน แต่มันสามารถทำให้ผมเลิกสูบบุหรี่ได้ หลังจากที่ผมพยายามและล้มเหลวอยู่ตั้งหลายครั้งก่อนหน้านี้ ถ้าคุณพบแรงบันดาลใจของคุณแล้ว คุณจะตื่นเต้น และอยากที่จะเริ่มทำทันที นี่คือความผิดพลาดใหญ่หลวง คุณต้องกำหนดวันที่ในอนาคต อาจจะหนึ่งสัปดาห์ สองสัปดาห์ หรือแม้กระทั่งหนึ่งเดือน กำหนดไว้ทำไมเหรอครับ กำหนดไว้เพื่อที่จะเป็นวันที่คุณจะเริ่มต้นทำในสิ่งที่คุณอยากจะทำ หลังจากกำหนดวันนั้นไว้แล้ว ก็ให้สร้างความคาดหวังกับมันไว้มากๆ ทำให้วันนั้นมีความสำคัญในชีวิตยิ่งกว่าวันเกิดของตัวคุณเองได้ยิ่งดี และระหว่างที่จะรอให้วันมาถึง ก็ขอให้ใช้เวลานี้ของคุณวางแผนการขั้นตอนซะ นี่เป็นเทคนิคสำคัญที่จะช่วยสร้างสมาธิและพลังงานทีคุณต้องใช้ในการที่จะบรรลุเป้าหมายของคุณ

5.แปะเป้าหมายของคุณให้อยู่ทุกที่ เขียนตัวใหญ่ๆเลยครับ เอาให้ตัวหนังสือใหญ่กว่าับัตรประชาชนไปเลย หลังจากนั้นก็นำเป้าหมายที่พิมพ์ออกมาไปแปะไว้ทุกที่ที่คุณจะต้องเดินผ่าน ไม่ว่าจะเป็นกระจกในห้องน้ำ ตู้เย็น โต๊ะที่ทำงาน ทำเป็นภาพ background บนเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ คุณจำเป็นต้องย้ำเตือนตัวเองให้บ่อยที่สุดและสร้างความตื่นเต้นของคุณให้มากที่สุด ถ้าไม่เป็นตัวหนังสือ ใช้ภาพแทนก็ได้นะครับ (บางคนที่อยากลดความอ้วน ก็ให้ติดภาพสาวเอวบางร่างน้อยเอาไว้ทุกซอกทุกมุมเลยก็ดีครับ) 

6.ป่าวประกาศให้ชาวบ้านรับรู้ ไม่มีใครหรอกครับที่อยากจะมีภาพลักษณ์แย่ๆในสายตาชาวบ้าน พวกเราทุกคนจะยอมทุ่มทุกอย่างเพื่อที่จะทำให้อะไรสักอย่างสำเร็จ ถ้าหากว่าเราสัญญากับสาธารณชนไว้ (ยกเว้นนักการเมืองบางคน) ถ้าจะให้ยกตัวอย่างก็คือ ตอนที่ผมจะวิ่งมาราธอน ผมได้เขียนถึงความมุ่งมั่นของผมข้อนี้ลงในหนังสือพิมพ์ประจำหมู่บ้านของผม ประชากรเป็นร้อยคนรับรู้ว่าผมจะวิ่งมาราธอน ผมติดอยู่ในสถานะที่ผมจำเป็นต้องวิ่งมาราธอนให้ได้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม และมันกได้ผลครับ สุดท้าย ผมก็สามารถกัดฟันวิ่งมาราธอนเข้าเส้นชัยจนได้ ไม่ครับ ผมไม่ได้บอกว่าคุณต้องทำถึงขนาดนี้ แต่คุณสามารถป่าวประกาศให้ครอบครัวและเพื่อนร่วมงานของคุณทราบได้ หรือไม่ก็ คุณก็สามารถเขียนมันลงไปใน blog ก็ได้นครับ (ถ้ามี) แล้วไม่ใช่แค่พูดครั้งเดียวแล้วจบกันนะครับ คุณต้องคอยรายงานความก้าวหน้าเรื่อยๆ เป็นการบังคับตัวคุณเองทางอ้อมที่ได้ผลมากๆเลยทีเดียว

7.คิดถึงเป้าหมายทุกวัน ถ้าคุณคิดถึงเป้าหมายของคุณทุกวัน โอกาสที่มันจะกลายเป็นความจริงจะมีสูงมาก การพิมพ์เป้าหมายของคุณด้วยตัวหนังสือตัวใหญ่ๆแล้วนำไปแปะให้คุณเห็นอยู่ตลอด (ที่กล่าวไว้ข้างต้น) ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนก็ตาม สามารถช่วยได้มาก แบ่งเวลาสักวันละ 5 นาทีก็ได้ครับ เพื่อที่จะปล่อยให้ความคิดของคุณล่องลอยไปกับเป้าหมายทีใฝ่ฝันเอาไว้ มันจะมีผลมหาศาลเลยทีเดียวในระยะยาว

8.ต้องมี Support มันเป็นอะไรที่ยากมากๆที่จะบรรลุเป้าหมายได้ หากคุณต้องทำอยู่คนเดียว ตอนที่ผมตัดสินใจจะวิ่งแข่งมาราธอน ผมได้รับกำลังใจอย่างมากจากเพื่อนๆและครอบครัว รวมไปถึงสมาชิกในชมรมนักวิ่งทุกคน ตอนที่ผมตัดสินใจจะเลิกสูบบุหรี่ ผมได้รับกำลังอย่างมากอีกเช่นเดียวกันจากเพื่อนๆในเว็บบอร์ด และแน่นอน ภรรยาของผมก็คอยให้กำลังใจทุกเช้าทุกเย็น คุณเองเวลาจะทำอะไรอย่างนึง ก็จำเป็นต้องหา support ของคุณ ไม่ว่าจะเป็น support ในออนไลน์หรือออฟไลน์ก็ตาม

9.ทุกอย่างมีขึ้นมีลง ความขยันและความมุ่งมั่นใช่ว่าจะมีอยู่ตลอดเวลา ถ้าจะให้เปรียบ มันก็เหมือนน้ำขึ้นน้ำลงนั่นแหละครับ เวลาที่เรารู้สึกท้อแท้ ตระหนักไว้เลยครับว่าเดี๋ยวมันก็หาย ระหว่างที่รอให้ตัวคุณเองกลับมารู้สึกฟิตอีกครั้ง ก็ขอให้คุณลองอ่านเรื่องราวที่ประสบความเร็จของผู้อื่นไปพลางๆ หรือไม่ก็ขอความช่วยเหลือจาก idol ของคุณดูก็ได้ครับ ขอให้อดทนต่อไปสักหน่อย อีกไม่นาน ตัวขี้เกียจพวกนี้มันก็จะหลุดไปจนหมดเอง

10.อย่าออกนอกเส้นทาง ไ่ม่ว่าคุณจะทำอะไรอยู่ก็ตาม อย่ายอมแพ้หรือเลิกกลางคันเด็ดขาด ถึงแม้ว่าวันนี้ คุณจะรู้สึกขี้เกียจสุดๆ (หรืออาจจะรู้สึกขี้เกียจเป็นสัปดาห์เลยก็ได้) ขอให้รอสักหน่อย เดี๋ยวตัวขี้เกียจมันจะหลุดของมันไปเอง ให้ลองคิดว่าเป้าหมายของคุณคือการเดินทางไป Mordor เพื่อทำลายแหวนของ Frodo ใน Lord of the Rings ก็ได้ครับ ส่วนตัวขี้เกียจที่แวะมาเยือนเป็นครั้งคราวก็เปรียบเหมือนอุปสรรคนานัปการที่ Frodo กับ Sam ต้องเจอะเจอ แล้วคุณจะพบว่า การถอดใจตอนนี้เพียงเพราะว่าปัญหาขี้ปะติ๋วเหล่านี้ มันเป็นเรื่องที่น่าอายมากๆเลยทีเดียว

11.ก้าวสั้นๆ ถ้าคุณกำลังรู้สึกว่ามันยากเหลือเกินที่จะเริ่มต้นทำอะไรสักอย่าง มันอาจจะเป็นสาเหตุมาจากการที่คุณคิดจะเริ่มทำสิ่งที่ใหญ่เกินไป ถ้าคุณต้องการจะเริ่มออกกำลังกาย คุณอาจจะคิดว่า คุณต้องออกกำลังกายวันหนึ่งชั่วโมง สัปดาห์ละห้าวัน การคิดแบบนี้มันจะทำให้คุณรู้สึกท้อแท้ ถอดใจ และขี้เกียจเอาง่ายๆ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ทำไมถึงไม่ลองคิดจะออกกำลังกายวันละ 2 นาทีดูละครับ ใช่ครับ 2 นาทีเท่านั้น! ใครกันละครับที่จะออกกำลังกายวันละ 2 นาที ทุกๆวันไม่ได้ (ถ้าคุณคือคนๆนั้น ผมต้องขอโทษด้วยจริงๆครับ) มันน้อยเสียจนคุณอาจจะอยากเพิ่งเวลาให้กับมัน แต่อย่าเพิ่งครับ เอาแค่ 2 นาทีนี่แหละครับ แล้วทำไปเรื่อยๆติดต่อกันหนึ่งสัปดาห์ พอผ่านไปครบ 1 สัปดาห์แล้ว อาทิตย์นี้ เรามาลองออกกำลังกายวันละ 5 นาทีกัน แล้วก็ทำแบบนี้เป็นเวลาอีก 7 วัน แล้วก็ทำไปเรื่อยๆๆๆๆๆๆ เพียงเวลาแค่ 2-3 เดือน คุณก็จะพบว่าตัวเองกำลังออกกำลังกายวันละ 30 นาที ทุกวัน โดยไม่ต้องใช้ความพยายามเลยแม้แต่นิดเดียว อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือการตื่นนอนตอนเช้า อย่าเพิ่งเริ่มโดยการคิดว่า จากนี้ไป เราจะตื่นตอนตี 5 ทุกวัน แต่ให้เราเริ่มจากการตื่นนอนเร็วขึ้นกว่าปกติสัก 10 นาทีเป็นเวลาสักหนึ่งอาทิตย์ หลังจากกนั้นก็ค่อยๆเพิ่มไปเรื่อยๆจนกระทั่งถึง ตี 5 ก้าวทีละสั้นๆ แต่ได้ผลอย่างยั่งยืนจริงๆครับ

12.นำความสำเร็จที่ได้รับมาแปลงเป็นพลังให้ก้าวต่อไป การที่เราเริ่มทำอะไรเล็กๆน้อยๆอย่างที่ยกตัวอย่างไปในข้างต้นนี้ มันจะทำให้เราประสบความสำเร็จตามที่ตั้งเป้าหมายไว้อย่างแน่นอน และเมื่อเราทำสำเร็จ จงเก็บเอาความรู้สึก ณ ช่วงเวลาแห่งความสำเร็จนั้นไว้ และเปลี่ยนมันให้กลายเป็นพลังในการก้าวเดินไปบนถนนสายที่เราเลือกต่อไป มันจะทำให้การเดินทางของเราบนถนนสายนี้เป็นการเดินทางที่เต็มไปด้วยความสำเร็จระหว่างจริงๆ พอรู้ตัวอีกที ว้าว! นี่ทุกวันนี้ เราออกกำลังกายได้วันละ 50 นาทีเลยหรือนี่!

13.อ่านอะไรก็ได้เกี่ยวกับเป้าหมายของคุณทุกวัน เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมรู้สึกขี้เกียจขึ้นมา ผมก็มักจะบังคับให้ตัวเองอ่านเรื่องราวความสำเร็จของคนอื่น มันจะทำให้ผมรู้สึกมีกำลังใจและมีแรงที่จะสู้ต่อไปได้อย่างน่ามหัศจรรย์ นอกจากนี้ มันยังทำให้ผมรู้สึกมีสมาธิในสิ่งที่ผมอ่านถึงมากกว่าเดิมอีกด้วย เพราะฉะนั้น คุณน่าจะอ่านเป้าหมายของคุณทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่คุณรู้สึกว่าตัวเองกำลังโดนตัวขี้เกียจดูดเอาความขยันออกไป

14.คุยเวลาขี้เกียจ คุณกำลังรู้สึกขี้เกียจอยู่รึเปล่า ถ้าใช่ โทรหาแม่ โทรหาแฟน ตั้งกระทู้ในเว็บนี้ E-Mail หาผม หรือจะติดต่อใครก็ได้ จากนั้นก็ขอความช่วยเหลือ ขอคำแนะนำ ส่วนมากแล้ว สิ่งที่เราได้ทำมักจะเป็นการบ่นตัวเองให้ชาวบ้านฟังมากกว่าว่า \"เอ๊ะ! ทำไมวันนี้ขี้เกียจจังวะ\" มันดูเหมือนจะช่วยถ่ายความขี้เกียจออกจากตัวเราไปได้บ้างอยู่เหมือนกันนะครับ

15.คิดถึงแต่ด้านดี อย่าไปใส่ใจกับความยากลำบาก นี่คือหนึ่งในปัญหายอดฮิตเลยทีเดียว ออกกำลังกายทุกวัน? แค่พิมพ์ก็ฟังดูยากแล้ว เรียกได้ว่า ยังไม่ทันเหงื่อออก ผมก็รู้สึกเหนื่อยซะแล้ว สุดท้าย ผมก็เลยไม่ได้ออกกำลังกายไปซะอย่างนั้น แต่ถ้าผมคิดดูว่า ออกกำลังกายทุกวัน มันจะทำให้ผมไม่ต้องโดนหมอฉีดยา มันจะทำให้ผมรูปร่างดี สมส่วน ถ้าผมคิดแบบนี้ มันก็จะทำให้ผมมีกำลังใจขึ้นมา และสลัดตัวขี้เกียจออกไปได้

16.ขยี้ความคิดแง่ลบซะ แล้วแทนที่มันด้วยความคิดในแง่บวก มันเป็นเรื่องสำคัญมากนะครับที่คุณจำเป็นต้องเริ่มสำรวจดูความคิดของตนเอง เมื่อไหร่ที่คุณรู้ตัวว่ากำลังคิดความคิดที่มีประจุลบอยู่ เมื่อนั้นแหละครับที่คุณจะรู้สึกหมดอาลัยตายอยาก อยากจะขี้เกียจตลอดชาติ ลองใช้เวลาสักสองสามวันสำรวจความคิดของตัวคุณเองดูนะครับ ดูสิว่าในเวลาที่กำหนดนี้ คุณคิดอะไรลบๆบ้าง หลังจากนั้นก็ใช้เวลาอีกสองสามวัน นั่งสำรวจความคิดของคุณเองอีกครั้งครับ แต่คราวนี้ เมื่อใดก็ตามที่ความคิดอย่างเช่น \"ยากว่ะ! ไม่ทงไม่ทำมันแล้ว!\" ผุดขึ้นในสมอง ขอให้คุณรวบรวมพลังจิตที่มีอยู่บี้ความคิดนี้ทิ้งซะ แล้วแทนที่มันด้วยความคิดที่ว่า \"โอ๊ย! ไม่เห็นจะยาก! ถ้ากุ้งแห้งนั่นทำได้ มีรึที่ฉันจะทำไม่ได้!\" มันอาจจะฟังดูยังไงๆอยู่ แต่ลองทำดูเถอะครับ มัน work จริงๆ และที่สำคัญ ไม่มีใครรู้หรอกครับว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ เพราะมันเกิดขึ้นในหัวคุณทั้งนั้น!

แปลและดัดแปลงมาจาก Get Off Your Butt: 16 Ways to Get Motivated When You’re in a Slump จาก http://zenhabits.net� 
ขอขอบคุณ : http://www.dek-d.com/board/view/1481818/   เป็นอย่างสูงที่นำเคล็ดลับดีๆมาให้เรานะคะ 

ชี้เด็กไทยเฉื่อย ไม่ขยันเรียน เท่าชาติอาเซียน!!!

ชี้เด็กไทยเฉื่อย ไม่ขันแข็งเรียน เท่าชาติอาเซียน (ไทยโพสต์)ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล


          ผอ.ซีมีโอห่วงไทยไม่พร้อมเปิดเสรีอาเซียนปี 2558 ชี้เด็กไทยละเลย ไม่ขยันเรียน ไม่เหมือนบางประเทศที่ไม่มีความพร้อมเรื่องการศึกษา หรือโดนภัยธรรมชาติ ที่มีความกระตือรือร้นมากกว่า เผยอินโดนีเซียเรียนภาษาไทยเป็นภาษาที่ 3 แล้ว

          รศ.ดร.วิทยา จีระเดชากุล ผอ.สำนักงานเลขาธิการรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAMEO) กล่าวว่า ตนมองเห็นผลกระทบที่อาจจะเกิดกับการศึกษาไทยเมื่อเปิดประชาคมเสรีอาเซียน (AEC) ในปี พ.ศ.2558 ซึ่งต้องมีการเปิดเสรีทางการศึกษา แต่ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่มีความพร้อมในการเตรียมตัวเปิดประเทศ เมื่อเทียบกับประเทศสมาชิกอื่นๆ ในอาเซียน โดยเฉพาะเรื่องของภาษา ที่ขณะนี้หลายประเทศเตรียมตัวเรื่องใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง นอกจากนี้ยังมีหลายประเทศที่เตรียมตัวเรื่องภาษาที่สาม และเท่าที่ทราบ ขณะนี้ประเทศอินโดนีเซียเรียนภาษาไทยเป็นภาษาที่สามแล้ว
          ผอ.ซิมิโอยังให้ความเห็นอีกว่า นอกจากนี้การที่ประเทศไทยได้เปรียบเรื่องภูมิศาสตร์ทำให้ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องภัยธรรมชาติกระทบกับการศึกษาสักเท่าไหร่ อีกทั้งมีความเข้มแข็งทางวิชาการ และความพร้อมด้านต่างๆ พอสมควร ไม่เหมือนบางประเทศที่โดนทั้งแผ่นดินไหวและสึนามิ ซึ่งข้อได้เปรียบเหล่านี้ทำให้เราอาจละเลยความขยันหมั่นเพียรกับการเรียนไป ไม่เหมือนกับบางประเทศที่ไม่มีความพร้อม และโดนภัยธรรมชาติ แต่เขากับมีความขยันหมั่นเพียรที่จะเรียน ดังนั้น จึงคิดว่าฝ่ายบริหารต้องชัดเจนเรื่องนโยบายการศึกษาให้มากกว่านี้ พร้อมทั้งดำเนินการตามแผนการศึกษารับเสรีอาเซียนที่ได้วางไว้ให้เป็นรูปธรรมด้วย
ขอขอบคุณข้อมูลจาก  ไทยโพสต์

ใฝ่เรียน ใฝ่รู้


ใฝ่เรียนใฝ่รู้

การเรียนรู้เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้คนเราประสบความก้าวหน้าได้ทั้งในเรื่องชีวิตและ การงานและยังเป็นการเปิดโลกให้กว้างขึ้น หากใครมีกำลังวางแผนจะเที่ยวหรือไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ ซึ่งสถานที่แห่งนั้นมีสิ่งใหม่ ๆ รอให้เรียนรู้อยู่มากมาย หากสิ่งใดที่เราไม่รู้ ก็ขอให้เปิดใจให้กว้างเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตเราและสามารถนำมาต่อยอดเป็นประโยชน์ให้แก่สังคมได้

      บางคนขณะใช้ชีวิตอยู่ในเมืองไทย ทุกสิ่งทุกอย่างสะดวกสบาย อะไรก็รู้ไปหมดเพราะสภาพแวดล้อมเป็นประเทศไทยของเรา คนไทย และการใช้ภาษาไทย แต่เมื่อไปอยู่ต่างประเทศซึ่งต่างวัฒนธรรม ต่างภาษาเราต้องมีการเรียนรู้และปรับตัว บางครั้งผู้เขียนได้เดินทางไปต่างประเทศ หลายสิ่งหลายอย่างก็ไม่รู้แต่ผู้เขียนก็ลองเรียนรู้ดู ลองไปขึ้นรถไฟเอง ลองเดินทางเอง ลองทำหลายสิ่งหลายอย่างที่พระสามารถทำได้นั่นคือ เราจะฉลาดจากการที่เราโง่ หรือ ไม่รู้ หรือ ทำผิดพลาดมาก่อน

     เรื่องความโง่ความฉลาดนี้ ผู้เขียนมองว่า จริง ๆ แล้วไม่มีคนโง่ที่แท้จริงหรอก มีแต่ว่าเขายัง “ไม่รู้”และเรายังค้นหาวิธีที่จะสอนเขาไม่เจอก็เท่านั้น ถ้าผู้ใหญ่จะสอนเด็ก เวลาเห็นเด็กไม่เก่ง ทางที่ดีผู้สอนควรจะพูดกับเด็กว่า “เธอยังพยายามน้อยไปไหม” หรือ “ลองตั้งต้นใหม่อีกทีสิลูก” ซึ่งดีกว่าไปตัดสินว่า เด็กคนนั้นเป็นคนไม่มีคุณค่า หรือทำสิ่งใดไม่ได้เรื่องสักอย่างขณะเดียวกันสำหรับผู้ใหญ่ ในโลกของการทำงาน หากงานใดที่เราทำไม่เป็น ถ้าเพื่อนร่วมงานหรือเจ้านายแนะนำก็ควรฟัง หรือควรพยายามเรียนรู้ด้วยตัวเองให้มากที่สุด แต่หากบุคคลใดที่ทำงานไม่เป็นแล้วยังมัวถือเนื้อถือตัวว่า “เฮ้ย ฉันรู้น่ะ แกไม่ต้องมาบอกฉันรู้ของฉันดี” หากพูดอย่างนี้ นอกจากมองไม่เห็นหนทางก้าวหน้าแล้ว เพื่อนร่วมงานก็ยังไม่รัก ไม่ใส่ใจอีกแล้ว ขอให้เราเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนเหมือนแก้วน้ำที่มีน้ำเพียงครึ่งแก้ว เพราะแก้วที่มีน้ำเพียงครึ่งแก้วจะสามารถเติมน้ำได้เสมอแต่หากเราทำตัวเป็นแก้วที่มีน้ำเต็มอยู่แล้ว ใคร ๆ ก็ไม่อยากเติมอะไรให้ ใคร ๆ ก็ไม่อยากมาสอนเรา
     ฉะนั้น ในโลกของการเรียนรู้ อย่าไปคิดว่าเรารู้แล้ว ให้คิดว่า “เรานี่ไม่รู้อะไรเลย ช่างกระจกเสียจริงเรื่องอะไร ๆ ก็ไม่รู้” หากทุกตัวเช่นนี้แล้วผู้อื่นเขาก็อยากจะสอนเรา แต่ถ้าเราทำเป็นรู้ทุกอย่างนั่นคือเรากำลังทำตัวเป็น “เต่า” เป็นสัตว์โลกล้านปี อายุยืนกว่าสัตว์โลกทั้งหมด แต่ทำไมเต่าจึงไม่โตขึ้นแม้ว่าจะผ่านไปกี่ปีก็ตามนั่นเพราะเนื้อของเต่าขยายตัวไม่ได้ เนื่องจากกระดองของมันแข็งและหุ้มเนื้อตัวของมันได้

บุคคลใดที่ทำตัวแข็งกร้าว ไม่อ่อนน้อม ใครแนะนำก็ไม่ฟัง เขาคนนั้นจะเป็นเหมือนเต่า นั่นคือขยายตัวไม่ได้ต่อให้มีอายุเป็นล้านปี ก็โตไม่ได้ ต่างกับ “มนุษย์” ซึ่งเกิดมาโตขึ้นทุกวัน ๆ เพราะมนุษย์รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตนและปรับตัวได้ตลอด
มนุษย์คนไหนที่เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ คนคนนั้นจะเป็นคนที่มีเสน่ห์ น่าพูดคุยด้วยและประสบความสำเร็จในชีวิตได้ เช่นเดียวกับ บิล เกตต์ ถึงแม้เขาจะเรียนไม่จบ แต่กลับพบความสำเร็จ ที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตและการงานนั่นเพราะเขาเป็นคนใฝ่เรียนรู้ด้วยตนเอง นี่แสดงให้เห็นว่า ...

ปัญญาไม่ได้มีอยู่แต่ในมหาวิทยาลัย แต่อยู่ในจิตใจที่ใฝ่รู้
วันนี้หากเรายังเป็นลูกน้องเขา แต่ถ้ารักการเรียนรู้ วันหนึ่งก็จะกลายเป็นนาย กลายเป็นหัวหน้าแต่หากไม่รักการเรียนรู้ วันนี้เป็นลูกน้องเขา ปีหน้าก็เป็นลูกน้อง ปีต่อไปก็เป็นลูกน้องตลอดไปเช่นนี้แล้วเมื่อไรจะเป็นหัวหน้าคน เพราะฉะนั้น ถ้าเราเรียนรู้อยู่เสมอ ในอนาคตก็จะสามารถเป็นผู้นำได้
บุคคลใดใฝ่เรียนใฝ่รู้ คนคนนั้นจะกลายเป็นยอดคน ตรงกันข้าม บุคคลใดไม่เป็นคนใฝ่เรียน ใฝ่รู้คนคนนั้นจะเป็นคนที่เห็นแก่ท้ายทอยคนอื่น เมื่อไรจะขึ้นมาอยู่ข้างหน้าบ้าง เมื่อไรจะกลายเป็นผู้นำ (Leader) ถ้าไม่เป็นคนใฝ่เรียนใฝ่รู้ เราก็จะต้องเป็นผู้ตาม (Follower) อยู่เช่นนั้นตลอด


ที่มา  :  http://www.gotoknow.org/blogs/posts/506936
 
 

มารู้จักกับ Adobe Flash CS3 Professional


                    Flash เป็นโปรแกรมที่ใช้ในการสร้างภาพเคลื่อนไหว ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน สามารถใช้สร้างนวัตกรรมต่างๆ ได้มากมาย ขึ้นอยู่กับความต้องการของผุ้สร้าง ไม่ว่าจะเป็น ภาพยนตร์การ์ตูนเอนิเมชั่น เวปไซต์ บทเรียนคอมพิวเตอร์ และมัลติมีเดีย โดยที่แฟลชนั้นสามารถนำเข้า สื่อหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นภาพนิ่ง กราฟิก เสียง ภาพยนตร์ แล้วนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการควบคุมการใช้งานด้วย ActionScript ซึ่งในปัจจุบันพัฒนาเป็น เวอร์ชั่น 3 ที่มีศักยภาพในการทำงานที่ครอบคลุมกว่าเดิม จนอาจจะบอกได้ว่าเกือบจะเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ไปแล้ว ดังนั้นการเรียนรู้โปรแกรมแฟลชในเวอร์ชั่น cs3 ขึ้นไป ผู้เรียนจำเป็นต้องมีทั้งศาสตร์และศิลป์ นั่นคือ ศาสตร์ ในด้านการเขียน ActionScript 3 และศิลป์ในการจินตนาการออกแบบชิ้นงานในแฟลช
การเรียนภาษา ActionScript นั้น ก็เหมือนกับการเรียนภาษาอังกฤษ ซึ่งผู้เรียนจะต้องเข้าใจในความหมายของคำศัพท์ และหลักไวยากรณ์ ได้เป็นอย่างดี พูดง่ายๆ คือ คิดเสียว่า เป็นการเรียนภาษาอีกภาษาหนึ่งนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ใหม่ต่อการเขียนโปรแกรมจริง (ไม่รู้เหนือรู้ใต้หรือไม่รู้เรื่องอะไรเลย) อาจเกิดความกังวลใจและหวาดกลัวต่อการเรียนภาษานี้ ซึ่งก็ต้องบอกว่าไม่ต้องกังวลและวิตกอะไร เพราะบัณฑิตอีสานจะใช้การเขียนที่ง่ายและเป็นพื้นฐานจริงๆ ที่สามารถทำให้ใครก็ตามที่อ่าน เข้าใจได้ในทันที

ประโยชน์ของ Flash 
       1.  ทำให้สามารถสร้างแอนนิเมชั่นได้เอง

       2.  ฝึกความคิดสร้างสรรค์
       3.  ใช้จินตนาการสร้างงานได้อย่างอิสระเสรี
       4.  เป็นสื่อการสอนที่เข้าใจง่ายและน่าสนใจ
       5.  สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดทำวิดีโอที่หลากหลาย
       6.  เกิดการใช้เวลาว่างให้เป็นนประโยชน์






โดยหน้าตาเริ่มต้นเมื่อเปิดโปรแกรม จะเป็นดังต่อไปนี้




สำหรับผู้ที่สนใจสามารถหาโหลดโปรแกรมนี้ได้จาก 
http://www.mediafire.com/error.php?errno=320

วิธีการลงโปรแกรม ----->


ขอขอบคุณ : http://www.flashinw.com/forum/index.php?topic=10.0 
http://writer.dek-d.com/remya/story/viewlongc.php?id=739959&chapter=1

ทัศนศึกษา ช่วยในเรื่องการเรียนอย่างไร ?

บทนำ

ทัศนศึกษาหรือการศึกษานอกสถานที่ เป็นกิจกรรมการเรียนรู้นอกห้องเรียน ที่ครูจัดให้กับเด็กเพื่อเพิ่มพูนความรู้และด้วยประสบการณ์ตรงจากแหล่งการเรียนรู้ซึ่งเป็นสถานที่จริง ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า จากการสังเกต การสำรวจ การทดลอง การปฏิบัติจริง และเชื่อมโยงกับการเรียนรู้ในห้องเรียน โดยบูรณาการทักษะหลายด้านเข้าด้วยกัน พร้อมกับการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และคุณลักษณะที่พึงประสงค์

ทัศนศึกษาสำคัญอย่างไร?

การจัดประสบการณ์หรือกิจกรรมเพื่อส่งเสริมพัฒนาการทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาให้กับเด็กปฐมวัย ควรเป็นกิจกรรมที่เด็กได้รับประสบการณ์ตรง จากการได้ปฏิบัติจริงด้วยตนเอง ผ่านการเรียนรู้จากการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าในการเรียนรู้ การได้สังเกต สำรวจ ทดลอง ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ที่มีความหมาย และค้นพบความรู้ด้วยตนเอง ซึ่งมีความสำคัญ ดังนี้
  • การพาเด็กไปศึกษานอกสถานที่เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ เป็นกิจกรรมหนึ่งที่ตอบสนองต่อธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยได้เป็นอย่างดี เนื่องจากการเรียนรู้ด้วยวิธีการนี้ทำให้เด็กเรียนรู้จากประสบการณ์จริง และเป็นการเรียนที่มีความ หมายและมีคุณค่าต่อเด็ก ซึ่งหากสังเกตพฤติกรรมของเด็กอนุบาลจากการพาเด็กออกไปนอกสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นการที่มุ่ง เน้นด้านวิชาการ หรือเพื่อนันทนาการ จะพบว่าเด็กมีความสนใจ กระตือรือร้นและอยากเข้าร่วมกิจกรรม และสามารถจดจำสิ่งที่พบเห็นได้ดี เพราะการพาเด็กไปศึกษานอกสถานที่เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อธรรมชาติการเรียนรู้ และสร้างความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ให้กับเด็ก ดังที่ Jean-Jacques Rousseau, Jean Piaget และ John Dewey ต่างมีแนว คิดที่สอดคล้องกันว่า เด็กจะเรียนรู้ได้ดีจากการลงมือปฏิบัติ ทดลอง สำรวจ ค้นคว้า และพบความรู้ด้วยตนเองจากประสบการณ์ที่เขาได้ปฏิบัติโดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า ดังนั้น การจัดประสบการณ์หรือกิจกรรมให้กับเด็กปฐมวัยจึงต้องคำนึงถึงธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กเป็นสำคัญ ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2545) หมวด 4 แนวการจัดการศึกษา ระบุว่า “แนวทางการจัดการศึกษา ยึดหลักว่า ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนทุกคนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องเสริมสร้างให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ โดยเน้นความสำคัญทั้งความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้ และบูรณาการตามความเหมาะสมของแต่ละระดับการศึกษา การจัดกระบวนการเรียนรู้ต้องยึดหลักความสอดคล้อง ความสนใจ ความถนัดและความแตกต่างระหว่างบุคคล จัดกิจกรรมที่ฝึกทักษะกระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และให้รู้จักการประยุกต์ใช้ความรู้ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์จริง ฝึกปฏิบัติให้ทำได้ คิดเป็น ทำเป็น รักการอ่านและใฝ่รู้ ผสมผสานความรู้อย่างสมดุล ปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยม คุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้วยการจัดบรรยากาศและสภาพแวดล้อม สื่อ และสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และต่อการเรียนรู้ รอบรู้ ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ จากการประสานความร่วมมือของทุกฝ่ายเพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาตามศักยภาพ”
  • ทัศนศึกษาหรือการศึกษานอกสถานที่ เป็นกิจกรรมย่อยอีกหนึ่งกิจกรรมที่จัดอยู่ในกิจกรรมเสริมประสบการณ์ที่ครูจัดให้กับเด็ก โดยพาเด็กไปรับประสบการณ์ตรงจากการได้สังเกตด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า (Five Senses) มีกิจกรรมที่เด็กได้สำรวจ บันทึกและสะท้อนการเรียนรู้เป็นรายบุคคลและรายกลุ่ม ซึ่งเป็นการเรียนรู้ในประเด็นหรือหัวเรื่องการเรียนรู้ที่ครูไม่สามารถนำสิ่งเหล่านั้นมาให้เด็กเรียนภายในห้องเรียนได้ เช่น การเรียนรู้กระบวนการผลิตรองเท้า การผลิตน้ำ การทำงานของโรงงานผลิตเครื่องดื่มต่างๆ การทำงานของที่ทำการไปรษณีย์ การศึกษาธรรมชาติของอุทยานแห่งชาติ การศึกษาการดำรงชีวิตของสัตว์ ซึ่งการเรียนรู้แบบอื่นๆ ทั้งการบรรยาย การเล่าเรื่อง การให้เด็กดูภาพ ซึ่งเป็นวิธีการเรียนรู้ที่ไม่สามารถทำให้เด็กเข้าใจและเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมายได้ ดังนั้นการพาเด็กไปศึกษานอกสถานที่จึงถือเป็นการเรียนรู้ที่ดีที่สุด
  • การไปทัศนศึกษาเป็นกิจกรรมที่เด็กได้ไปพักผ่อนหย่อนใจพร้อมกับการเรียนรู้ในสถานที่ทางธรรมชาติ เช่น ชายทะเล สวนสาธารณะ และยังเป็นการสร้างความภาคภูมิใจในความเป็นไทย ปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนได้ตระหนักในความสำคัญของความเป็นชาติ เอกลักษณ์ของชาติ การเข้าใจหน้าที่ของตนในการพัฒนาชาติ เช่น การพาเด็กไปศึกษาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โบราณสถานต่างๆ เป็นต้น

เด็กจะได้รับประโยชน์อะไรจากการไปทัศนศึกษา?

ทัศนศึกษาหรือการศึกษานอกสถานที่เป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อเด็ก ดังนี้
  • ตอบสนองต่อความสนใจ ความต้องการของเด็ก เนื่องจากการไปศึกษานอกสถานที่ทำให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง ได้เปลี่ยนสถานที่การเรียนรู้ จากการเรียนรู้เฉพาะในห้องเรียน
  • การไปศึกษานอกสถานที่ทำให้เด็กรู้สึกตื่นเต้น ช่วยกระตุ้นการรับรู้และการเรียนรู้ของเด็ก โดยธรรมชาติเด็กใน ช่วงปฐมวัยต้องการเรียนรู้จากการได้ใช้ประสาทสัมผัสและการเคลื่อนไหวของร่างกาย ซึ่งเพียเจท์ (Piaget) ได้กล่าวว่า เด็กในช่วง 2-7 ปี เป็นช่วงวัยที่เด็กต้องการการเรียนรู้จากการได้รับประสบการณ์ใหม่ๆหรือการซึมซับ (Assimilation) จากประสบการณ์ใหม่ๆ ที่เด็กได้รับจากการสังเกตโดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า ซึ่งประสบการณ์ที่เด็กได้รับจะนำไปสู่การพัฒนาโครงสร้างทางสติปัญญาในขั้นการปรับขยายโครงสร้าง (Accommodation) ที่เด็กจะต้องสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องต่างๆอย่างมีเหตุผลจากการเรียนรู้สิ่งต่างๆที่เป็นรูปธรรม ทั้งนี้การปรับความรู้เดิมให้เข้ากับประสบการณ์ใหม่ทำให้เกิดความสมดุลของสมองหรือสติปัญญา เช่น เด็กเคยมีประสบการณ์การทำให้น้ำสะอาดด้วยผ้ากรอง การกรองตามวิธีการธรรมชาติด้วยหิน ทราย ถ่าน หรือเครื่องกรองน้ำขนาดเล็ก แต่จากการที่เด็กได้ไปศึกษาโรงงานการผลิตน้ำดื่มก็จะทำให้เด็กมีประสบการณ์ใหม่ๆเกี่ยวกับวิธีการกรองน้ำที่ต้องใช้เครื่องจักรต่างๆที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ทำให้เด็กได้ปรับเปลี่ยนความรู้เดิมและความรู้ใหม่จนเกิดเป็นความรู้ความเข้าใจหรือเป็นโครงสร้างทางสติปัญญาที่เกิดความสมดุลทางสมอง หรือเรียกว่า equilibrium
  • การไปศึกษานอกสถานที่ช่วยให้เด็กได้พัฒนาทั้งคุณลักษณะอื่นๆ เช่น ประสบการณ์ทางสังคม เด็กจะได้รู้จักการเข้าสังคมและพบเพื่อนมากขึ้น ได้เรียนรู้วิธีการอยู่ร่วมกัน ช่วยให้รู้จักการปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่นได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นส่วนตัวหรือหมู่คณะ ได้รับความงอกงามทางสติปัญญาจากการได้ศึกษาจากแหล่งเรียนรู้ และแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย มีกิจกรรมได้เลือกทำมากมาย ทำให้เด็กและเยาวชนได้เลือกเรียนรู้ตามความต้องการ ความถนัดและความสนใจ ทำให้เกิดการเรียนรู้และได้รับประสบการณ์ต่างๆที่มีคุณค่า


  • ขอขอบคุณบทความดีๆจาก http://taamkru.com/th/%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A8%E0%B8%99%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2/

ค่านิยมหลักของคนไทย 12 ประการ

  ค่านิยมหลักของคนไทย 12 ประการ ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.เป็นหลักจริยธรรมที่ทุกคนควรยึดถือและประพฤติปฏิบัติ ซึ่งขณะนี้ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะฟื้นฟูค่านิยมเหล่านี้ให้กลับคืนสู่สังคมไทย  การสร้างค่านิมให้ประสบผลสำเร็จนั้น ต้องปลูกฝังลงไปในรากฐานจิตใจของเด็กและเยาวชน โดยผู้ใหญ่จะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้ด้วย ขณะเดียวกัน สื่อมวลชนและโรงเรียนก็ต้องร่วมปลูกฝังเช่นกัน ด้วยการ "อบรม บ่มเพาะ" เริ่มต้นจากการจุดประกายให้คนรับรู้ จากนั้นนำไปสู่การพัฒนาและต่อยอดจนกลายเป็นวัฒนธรรม



สำหรับค่านิยมหลักของคนไทย 12 ประการ ของ คสช.

1.มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
อ้างอิง  http://news.mthai.com/wp-content/uploads/2014/10/436.jpg
2.ซื่อสัตย์ เสียสละ อดทน
4.ใฝ่หาความรู้ หมั่นศึกษาเล่าเรียนทั้งทางตรงและทางอ้อม
3.กตัญญูต่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์
5.รักษาวัฒนธรรมประเพณีไทย
6.มีศีลธรรม รักษาความสัตย์
7.เข้าใจเรียนรู้การเป็นประชาธิปไตย
8.มีระเบียบ วินัย เคารพกฎหมาย ผู้น้อยรู้จักการเคารพผู้ใหญ่
9.มีสติรู้ตัว รู้คิด รู้ทำ
10.รู้จักดำรงตนอยู่โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
11.มีความเข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่ยอมแพ้ต่ออำนาจฝ่ายต่ำ 
12.คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าผลประโยชน์ของตนเอง


นอกจากนี้ยังมี ค่านิยมหลักทั้ง 12 ประการ เป็นเเบบกลอนเพื่อให้ทุกคนสามารถม่องจำได้ง่าย 



ขอขอบคุณ : https://www.google.co.th/url?sa=t&rct=j&q=&esrc=s&source=web&cd=9&cad=rja&uact=8&ved=0CDcQFjAI&url=http%3A%2F%2Fhilight.kapook.com%2Fview%2F106808&ei=5th9VJePNciSuQTFx4GYDw&usg=AFQjCNHWXESN2StsNbtI7vD6Zm0qnRYGRw&sig2=-uO_1GIc__LQVBzlSSU9vg&bvm=bv.80642063,d.c2E



ผู้หญิงอย่าหยุดสวย


         วันนี้เราได้รวบรวม บทความดีๆทั้งหลาย ที่เป้นประโยชนืในการเพิ่มความสวยให้กับผู้หญิง ก็แหม สมัยนี้ผู้ชายบางท่านอาจจะสวยเกินหน้าผู้หญิงอย่างเราๆไปซักนิด เราต้องไม่ยอมค่ะ 555555   
เป็นผู้หญิงอย่าหยุดสวย ต้องอาศัยความพยายาม ความอดทนอย่างต่อเนื่อง ที่ขาดไม่ได้ก็เป็นทริกดีๆ และความรู้เกี่ยวกับความสวยความงามเหล่านี้ค่ะ 


ยัง ยังไม่หมดเท่านี้ค่ะ ติดตามทริกความสวยความงามอื่นๆ ได้ในเร็วๆนี้ค่ะ 
:)